tag:blogger.com,1999:blog-72322964916982384992009-02-21T00:34:00.705-08:00Beauty & HealthyBeauty &amp; Wellnesshttp://www.blogger.com/profile/09186852374590504129noreply@blogger.comBlogger3125tag:blogger.com,1999:blog-7232296491698238499.post-18112069941284347722008-07-29T00:36:00.000-07:002008-07-29T00:38:13.853-07:00<a href="http://www.sexy.clubs-s.com"><span style="font-size: 14pt; font-family: &quot;Angsana New&quot;; color: rgb(255, 0, 0);" lang="TH"><span style="font-size:180%;">โปรแกรมดูแลสุขภาพและควบคุมน้ำหนักแบบถาวร ลดน้ำหนัก 10-20 กก โดยโภชนาการบำบัดจากธรรมชาติ 100%</span><span style=""><span style="font-size:180%;"> </span> </span></span></a><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7232296491698238499-1811206994128434772?l=1beautyandwellness.blogspot.com'/></div>Beauty &amp; Wellnesshttp://www.blogger.com/profile/09186852374590504129noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7232296491698238499.post-79405819559500734252008-07-29T00:22:00.000-07:002008-07-29T00:25:57.433-07:00ถ้าคุณตามใจปากแต่ไม่อยากอ้วน<span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; color: rgb(102, 102, 102);" lang="TH">เราลองมานั่งพิจารณาดูว่า ไขมันที่เพิ่มพูนส่วนหนึ่งมาจากนิสัยของเรานี้เอง นิสัยที่กล่าวถึงเราลองมาสังเกตนิสัยการกินของเรากันเถอะ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; color: rgb(102, 102, 102);"><br /><br /><br />1. <span lang="TH">กินข้าวเร็ว </span>– <span lang="TH">การกินข้าวเร็วมาก แทบจะไม่เสียเวลาเคี้ยว กินแล้วกลืน คนอื่นยังกินอยู่ เราก็เรียบร้อยแล้วจานแรก ทำไงละคราวนี้ ก็ไปเบิ้ลจานสองสิ เขาว่ากินข้าวเร็วกระเพาะยัง ไม่ทันรับรู้ถึงความรู้สึกอิ่มเลย ดังนั้นค่อยๆกิน ไม่ได้จะรีบไปไหน จะให้ดี ก็ทานน้ำเยอะหน่อย จะได้อิ่มไวๆ</span><br /><br />2. <span lang="TH">ดูโทรทัศน์ไป กินไป </span>– <span lang="TH">นี้ก็เป็นสาเหตุใหญ่อีก เวลาดูกีฬา ถ้าจะให้สนุกต้อง โค๊กกับเลย์ค่ะถึงจะเชียร์กีฬาสนุก แล้วเจ้า </span>2 <span lang="TH">ตัวนี้ ต่างก็แคลอรีสูงทั้งคู่เลย ปาเข้าไปไม่ต่ำกว่า </span>500 <span lang="TH">แคลอรี นี้เฉพาะอาหารว่างนะค่ะ แล้วที่กินเป็นอาหารหลักละ ไปแล้วเท่าไร ไม่อ้วนให้มันรู้ไป ของพวกนี้ เรียกว่า กินแล้วไม่ค่อยคำนึง เพราะกินไปเรื่อยๆมาเรียงๆ หมด ก็ไปเอามากินอีก ลองเปลี่ยนใหม่ ได้ไหมว่า เชียร์กีฬาไป กินผลไม้ไป เป็นการเชียร์กีฬาเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง อ้อ ส่วนเครื่องดื่ม น้ำเปล่าค่ะ</span><br /><br />3. <span lang="TH">เสียดายของ </span>– <span lang="TH">ก็ได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กค่ะว่า กินข้าวจะต้องกินให้หมดจานอย่าเหลือ ทิ้งไว้ สงสารชาวนาที่ปลูกข้าว เต็มไปด้วยความยากลำบากกว่าจะได้ข้าวมาเม็ดหนึ่งพอเรากิน แม้จะอิ่มแล้วแต่ก็ต้องกินให้หมด เฮ้อ บางทีนะดิฉันว่าลดความสงสารชาวนาลงหน่อย สงสารตัวเรา มากขึ้นพออิ่ม ก็คือ อิ่ม ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมขนาดต้องกินให้หมดบางทีเห็นน้องๆกินเหลือ ยังไปช่วยเหลือเอามากินอีกให้หมด ต้องมาเสียเงินสำหรับลดน้ำหนักมากกว่าอีก</span><br /><br />4. <span lang="TH">เครียดแล้วกิน </span>– <span lang="TH">อันนี้ดิฉันว่าเป็นโรคจิตแบบหนึ่งเลยนะ ประเภทประมาณว่าประชด อะไร ไม่พอใจ เครียด ก็เอาอาหารเป็นที่ระบาย กินเอากินเอา อย่างอกหัก แทนที่จะกินข้าวไม่ลง ไม่เลย บอกตัวเองว่า กินเข้าไป กินเข้าไป กินมันให้ท้องแตกตายไปเลย สุดท้ายไม่ตายค่ะ</span><br /><span lang="TH">แต่มานั่งกลุ้มใจกับน้ำหนักที่เพิ่มพูนขึ้น</span><br /><br />5. <span lang="TH">ให้รางวัลโดยการกิน </span>– <span lang="TH">นี้ก็เป็นนิสัยหนึ่งที่ชอบนัก เวลาเราดีใจ หรือทำอะไรประสบความสำเร็จ ต้องมีการนัดฉลองกันหน่อย กินฉลองสอบได้ กินฉลองได้ลูกค้าใหม่ กินฉลองวันเกิด กินฉลองวันเข้าพรรษา กินฉลองมันได้ทุกวัน ลองเปลี่ยนวิธีการให้รางวัลเป็นแบบของขวัญ หรือไปเที่ยว หรืออะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องมาโยงกับการกิน ดีไหม</span><br /><br />6. <span lang="TH">กินอาหารคาว ต้องตามด้วยของหวาน </span>– <span lang="TH">ไม่รู้ทำไมต้องเป็นสูตรแบบนี้ เหมือนตอนอยู่โรงเรียนจำได้ว่า พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ จะต้องตามด้วยของหวาน พวกกล้วยบวดชี บวดฟักทอง ถั่วดำ และอีกสารพัด กินแบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง ลองเปลี่ยนของหวานเป็นผลไม้ดีกว่า แอปเปิ้ล ฝรั่ง แตงโม และอีกเยอะแยะค่ะ</span><br /><br />7. <span lang="TH">ต้องเอาให้คุ้ม </span>– <span lang="TH">ไปกินบุปเฟ่ต์ กินเท่าไรก็ได้ อย่างนี้ต้องกินให้เยอะๆ เอาให้คุ้ม ตักพูนจาน กินจนหมด อิ่มแล้ว แต่ยังไม่คุ้ม ไปตักเอามากินอีก นี้ถ้าไม่เกรงใจ จะเอาใส่ถุงพลาสติกกลับบ้านอีกนะนี้นะ อย่างบุปเฟ่ต์ของร้านไดโดมอน ชอบเป็นชีวิตและจิตใจ กินเข้าไป กินเข้าไป พอหันกลับมา เอ๊ะทำไมจานเนื้อจะท่วมมิดเราแล้วนะนี้ พอๆ เลิกนิสัยแบบนี้เถอะ ไม่ต้องเอาให้คุ้มนักหรอก สงสารร้านเขาบ้าง</span><br /><span lang="TH">ไม่ใช่กินให้คุ้มแล้วแบบนี้ เป็นการกินให้ร้านเขาเจ๊งมากกว่า</span><br /><br />8. <span lang="TH">ยอมแพ้อะไรง่ายๆ </span>– <span lang="TH">คือ หลายครั้งที่เข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก พอมันไม่ค่อยลด ก็ท้อใจ หันกลับไปกินมากเหมือนเดิม แถมยังยอมรับอย่างน่าสลดว่า ความอ้วนยังไงก็ต้องอยู่ติดตัวคู่กับเราไปทั้งชีวิตแน่ๆ อย่าค่ะ อย่าไปเชื่อยังงั้นสิ สู้ๆเข้าไป สู้เข้าไป มันลดได้สิ ยอมแพ้วันนี้ก็ต้องแพ้ มันไปตลอดกาล แต่หากสู้ เราก็ยังมีหวังเอาชนะได้ค่ะ</span><br /><br />9. <span lang="TH">ออกกำลังกายแล้วกินเยอะขึ้น </span>– <span lang="TH">เป็นกันหลายคนจริงไหม คิดแต่ว่า เวลาออกกำลังกาย เราก็ใช้พลังงานไปเยอะแล้วนะ ให้รางวัลหน่อย กินเยอะขึ้นกว่าเดิม อ้วนค่ะ ที่ออกไปคืนมาหมด เรียกว่าเป็นพวกออกสลึง กินบาท น่าเสียดายจริงๆ หลายคนคิดว่า เอ๊ะ การออกกำลังกายทำให้ กินเยอะขึ้นหรือเปล่า ตอบเลยว่า ไม่จริงค่ะ ที่กินเยอะ เป็นเรื่องของจิตใจเรามากกว่า ยกตัวอย่าง หากออกกำลังกายโดยการวิ่ง </span>1 <span lang="TH">ชั่วโมง อย่างมากก็ประมาณ </span>600 <span lang="TH">แคลอรี จำนวนเท่านี้ หากกินเลย์กับโค๊ก มันก็เกิน </span>600 <span lang="TH">แคลอรีแล้วละค่ะ</span></span><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma; color: rgb(102, 102, 102);" lang="TH"> </span><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7232296491698238499-7940581955950073425?l=1beautyandwellness.blogspot.com'/></div>Beauty &amp; Wellnesshttp://www.blogger.com/profile/09186852374590504129noreply@blogger.com0tag:blogger.com,1999:blog-7232296491698238499.post-92200239731738880992008-07-28T08:19:00.000-07:002008-07-28T08:23:45.209-07:0010 วิธี ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน<p class="MsoNormal"><span style="font-weight: bold;font-size:180%;" ><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">10 <span lang="TH">วิธี ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน</span></span></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><span lang="TH">การเพิ่ม </span>metabolism <span lang="TH">ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย และนี่เป็น </span>10 <span lang="TH">วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานค่ะ</span><br /><br />1. <span lang="TH">เสริมสร้างกล้ามเนื้อ</span><br />"<span lang="TH">ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ</span> 2 <span lang="TH">ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก </span>2-3 <span lang="TH">ชั่วโมงค่ะ</span><br /><br />2. <span lang="TH">ขยับตัว</span><br /><span lang="TH">อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ </span>30 <span lang="TH">นาที อย่างปกติก็ </span>1 <span lang="TH">ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ </span>3 <span lang="TH">ครั้ง(แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้) และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ </span>120 <span lang="TH">ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก </span>30-45 <span lang="TH">นาที</span><br /><br />3. <span lang="TH">กิน</span><br /><span lang="TH">ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ </span>3-4 <span lang="TH">มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้</span><br /><br />4. <span lang="TH">งดน้ำตาล</span><br /><span lang="TH">เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว</span><br /><br />5. <span lang="TH">อย่าลืมกินอาหารเช้า</span><br /><span lang="TH">เป็นความจริงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น </span>2 <span lang="TH">เท่าด้วย อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่</span><br /><br />6. <span lang="TH">กินอาหารเผ็ดร้อน</span><br /><span lang="TH">เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้</span><br /><br />7. <span lang="TH">ดื่มชาเขียว</span><br /><span lang="TH">เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ</span><br /><br />8. <span lang="TH">ดื่มน้ำเยอะๆ</span><br /><span lang="TH">จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ </span>1 2 3 3 1 <span lang="TH">อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า</span> 1 2 3 3 1 <span lang="TH">ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน </span>1 <span lang="TH">แก้ว ตอนสายอีก </span>2 <span lang="TH">แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก </span>3 <span lang="TH">แก้ว ตอนเย็น </span>3 <span lang="TH">แก้ว และก่อนนอนอีก </span>1 <span lang="TH">แก้ว</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">การดื่มน้ำวันละ </span></b><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;">8 <span lang="TH">แก้ว ...ดีต่อสุขภาพ</span><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่น้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง น้ำ เป็น</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> “<span lang="TH">อาหารอันวิเศษ</span>” <span lang="TH">ที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์อย่างถาวร</span><br /><b><span lang="TH">ต้องทำน้ำเพื่อให้ไตทำงาน</span></b><br /> <span lang="TH"> ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราทานน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้<br />ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสม<br />ในร่างกายให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่าง<br />เต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง จำทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกาย<br />มากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">กักน้ำด้วยน้ำ</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นการรักษาของเหลวไว้ได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย มันจะรับรู้ว่า</span><br /><span lang="TH">จะต้องรักษาความอยู่รอดไว้โดยจะต้องรักษาน้ำไว้ทุกหยด ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ในที่ว่างพิเศษใน</span><br /><span lang="TH">โพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล์) ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารบวมที่เท้า มือ และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดีขึ้น</span><br /><span lang="TH">ชั่วคราว และจะบังคับให้ร่างกายเกิดความรู้สึกว่าจะต้องมีน้ำเข้ามากักเก็บไว้พร้อมกับความต้องการสารอาหารที่สำคัญบางชนิด เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นก็จะหายเป็นปกติ วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดน้ำในร่างกาย ก็คือเราจะต้องดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อที่ร่างกายจะมีน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน หากคุณมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุที่ร่างกายได้รับปริมาณเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราจะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่การกำจัดปริมาณเกลือที่ทานเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแต่ดื่มน้ำให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมา <span style=""> </span>คนที่มีน้ำหนักมากร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนผอม คนตัวใหญ่จะมีการเผาผลาญที่มากกว่า น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก เพราะน้ำเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">น้ำยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรามีความชุ่มชื้น และยังทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหลังจากการดูแลรูปลักษณ์ เซลล์ขนาดเล็กสามารถลอยตัวอยู่ได้ด้วยน้ำทำให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่งและสดใส ชุ่มชื้น น้ำยังช่วยกำจัดของเสีย ระหว่างการดูแลรูปลักษณ์ร่างกายจะมีของเสีย โดยเฉพาะไขมันที่จะต้อง</span><br /><span lang="TH">กำจัดออก ซึ่งถ้าหากร่างกายมีน้ำเพียงพอก็สามารถกำจัดของเสียเหล่านี้ออกมาได้มาก</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <b><span lang="TH">น้ำช่วยบรรเทาอาการท้องผูก</span></b><br /> <span lang="TH"> น้ำสามารถช่วยไม่ให้ท้องผูก หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ</span><br /> <span lang="TH"> ได้มีการค้นพบว่าน้ำมีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์หาก<br />ได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเผาผลาญไขมันที่สะสม หากร่างกายเก็บน้ำไว้มากจะดูได้จากการ<br />ที่มีน้ำหนักเกิน แต่แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น การดื่มน้ำมากขึ้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการดูแล<br />รูปลักษณ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ</span>? <span lang="TH">โดยเฉพาะควรดื่มน้ำ </span>8 <span lang="TH">แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน<br />ควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก และจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหากคนๆ นั้น ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่ๆมีอาการ<br />ร้อน หรือแห้ง น้ำเย็นจะถูกดูดซึมในร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น บางหลักฐานแนะนำว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญแคลลอรี่ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้ </span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เช้า</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">บ่าย</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> </span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เย็น</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> ดื่มน้ำหนึ่งควอต ระหว่างเวลา</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> 5 <span lang="TH">โมงเย็นถึง </span>2 <span lang="TH">ทุ่ม</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">เมื่อร่างกายได้รับน้ำ มันจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่างกายจำเป็นต้องรักษาระดับของของเหลวให้สมดุลย์ไว้ ซึ่งเรียกว่า </span></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">"</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">breakthrough Point</span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">"</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">ซึ่งหมายถึง ต่อมเอ็นโดซีนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น</span><br /><span lang="TH">เมื่อการรักษาระดับของเหลวในร่างกายเบาบางลงเนื้องจากสูญเสียน้ำ ไขมันจำนวนมากจะถูกนำมาใช้</span><br /><span lang="TH">เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากตับมีอิสระในการทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่สะสม ทำให้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำ รู้สึกหิวตลอดเวลา หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการขาดความสมดุลย์ในการรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติคุณจะต้องดื่มน้ำจำนวนมากขึ้น</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><b><span lang="TH">ข้อห้ามของคนอยากผอม</span></b></span><b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">1. ห้ามอด</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> อย่าไปเชื่อว่า การอดมื้อ กินมื้อแบบยาจกนั้น จะทำให้คุณผอมเพรียวลงได้</span>Denise Austin <span lang="TH">ผู้เขียนเรื่อง "</span>Loose Those Last 10 Pounds " <span lang="TH">บอกว่า การที่คุณอดอาหารไปบางมื้อ จะทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำงานได้ช้าลง ยิ่งทำให้อัตราการเผาผลาญไขมัน ทำได้น้อยลงตามไปด้วยอย่างนี้ อดแทบตาย ก็มีแต่จะเป็นลมล้มพับ แต่ไม่ยักกะผอมเสียทรง</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">2. </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ห้ามผัดวันประกันพรุ่ง</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> อย่าพยายามหาเหตุผลมาผัดวันประกันพรุ่ง เช่น วันนี้มีงานเลี้ยงที่บ้านเจ้านาย ขอกินให้พุงกางก่อน<br />พรุ่งนี้ค่อยเริ่มลดใหม่ แต่หารู้ไม่ ไม่มีวันพรุ่งนี้ที่รอคอย เพราะวันต่อมา คุณอาจมีเหตุผล(ในการกิน)<br />ก็ยัยแก้วเพื่อนซี้นะสิ ชวนไปหม่ำกับแกล้มแถมเลี้ยงเบียร์แก้วโต ไม่ไปก็กลัวเพื่อนจะงอน แล้วในที่สุด<br /></span> <span lang="TH">คุณก็ยังไม่ได้เริ่มคุมน้ำหนักอย่างที่ฝันไว้ สรุปว่า ถ้าอยากหุ่นดี ก็ควรเริ่มลงมือทันที แต่ก็ไม่ต้องถึงกับยอมหักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป และไม่ควรใจอ่อนกับตัวเอง สักวันหนึ่งคุณก็จะผอมได้ชัวร์</span> <br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">3. </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ห้ามใจร้อน</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> ก็แหม ! กว่าที่คุณจะอ้วนฉุได้ขนาดนี้ ก็คงใช้เวลาไม่น้อยหรอกน่า เพราะบางคนอาจจะเผลอลืม<br />คืนวันที่เคยผอมไปแล้วนี่ การที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินลง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน แม้ว่าคุณ<br />จะไม่สามารถที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง </span>5 <span lang="TH">กิโล ภายใน </span>2 <span lang="TH">สัปดาห์ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ ลองให้เวลามากขึ้น<br />อีกหน่อย อาจจะ </span>2 <span lang="TH">เดือน หรือ</span>3 <span lang="TH">เดือน หากคุณไม่ถอดใจไปเสียก่อน คุณก็มีสิทธิ์เป็นสาวหุ่นดีได้แน่</span><br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">4.</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ห้ามขี้เกียจ</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">รู้ ๆ อยู่ว่า ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นเพรียว ก็ต้องหมั่นออกแรง ให้เสียเหงื่อกันหน่อย แต่วิธีนี้กลับเป็นทางออกสุดท้ายที่จอมขี้เกียจอย่างเรา ๆ คิดจะเลือก ก็มัวไปถามหายาลดความอ้วน ที่ไม่ได้ช่วยให้คุณผอม<br />ได้ในระยะยาว และยังมีผลข้างเคียงที่น่าหวาดกลัวมิใช่น้อย สรุปว่าถ้าอยากผอมจริง ๆ ก็ต้องขยัน<br />ขยับตัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องออกแรง เรียกเหงื่อหลาย ๆ หยดหน่อย เพราะการออกกำลังกาย<br />เป็นหนทางเดียวที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินของคุณได้อย่างปลอดภัย และหวังผลได้ชัวร์ๆ ด้วยสิ<br />ถ้าอยากประกาศศึกกับความอ้วนจริง ๆ ห้ามขี้เกียจเป็นอันขาด</span><br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">5. </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ห้ามแตะน้ำอัดลม</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> เครื่องดื่ม รสซ่า เต็มฟอง เย็นเจี๊ยบสักกระป๋อง อาจทำให้คุณรู้สึกเต็มที่กับชีวิต แต่เครื่องดื่มชนิดนี้<br />ก็หนักแคลอรี่อย่าบอกใครเชียว ซ้ำร้ายยังเป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนความแข็งแกร่งของกระดูกลงทุกวัน<br />ซึ่งอาจทำให้คุณกลายเป็นสาวกระดูกพรุนในวันข้างหน้าได้ หันมาดื่มน้ำเปล่าแทนจะดีกว่า ช่วยดับ<br />กระหายคลายร้อนได้ดีไม่แพ้กัน แถมยังถูกสตางค์ และไม่มีแคลอรี่ไห้หนักตัว</span><br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">6. </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ห้ามคลายเครียดด้วยการกิน</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> จะเหงาใจ กลัดกลุ้ม หรือรู้สึกย่ำแย่แค่ไหน ควรหาทางออกด้วยการฟังเพลง เดินเล่น พูดคุยกับใครสักคนที่รักเรา (จริง ๆ) ดีกว่าการหันหน้าพึ่งพาขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน หรือไอศกรีม ซึ่งอาจช่วยบำบัดอารมณ์ได้เพียงชั่ววูบ แต่ก็ทำให้คุณอ้วนแบบไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายต้องมานั่งหน้าหมองกับหุ่นอันแสนฉุไปอีกหลายเดือน<br />ไม่คุ้มน่า อย่าเสี่ยง</span><br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">7. </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ห้ามตามใจปาก</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> ถ้าอยากคุมน้ำหนักตัวให้อยู่หมัดจริง ๆ อย่าได้เผลอตามใจปากบ่อยนัก ควรคิดก่อนกินเสมอ อะไรที่<br />ควรกิน อะไรที่กินได้ แต่อย่าบ่อยนัก อะไรที่ควรเลี่ยงไปเลย ก็ต้องทำเมินกันจริง ๆ แล้วคุณจะเป็น<br />สาวหุ่นดีแบบถาวร</span><br /> <span lang="TH">ง่าย ๆ แค่นี้เราเชื่อว่าคุณทำได้แน่ แล้วอย่างนี้ใคร ๆ ก็คงเลิกเรียกน้องหมูแล้วล่ะ จริงไหม</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 18pt;"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">งานบ้านเผาผลาญแคลอรี</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> 1. <span lang="TH">แทนที่คุณจะนำเสื้อผ้าไปจ้างร้านซักรีด จัดเวลาสัปดาห์ละครั้ง รีดผ้าของคุณเอง</span> <span lang="TH">เพื่อไม่ให้เบื่อ<br />อาจทำไปพร้อม ๆ กับดูทีวีรายการโปรดไปด้วย </span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> 2. <span lang="TH">แทนที่คุณจะนำรถไปให้ศูนย์บริการทำความสะอาดให้ การลงมือทำความสะอาดรถ ล้างรถ ดูดฝุ่น<br />ด้วยตัวคุณเอง เลือกช่วงเย็น พอมีแดดอ่อน จะเป็นวิธีออกกำลังกายที่ได้ผลดีทีเดียว</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> 3. <span lang="TH">การปัดกวาดบ้าน ถูพื้น รวมทั้งทำความสะอาดบานประตู หน้าต่าง ให้สะอาดใสแจ๋วนั้น จะช่วยบริหาร<br />ช่วงไหล่ ต้นแขน ขา และหลังส่วนบนได้ค่ะ ในระหว่างที่ทำก็อาจจะเปิดเพลงสนุกๆ ดนตรีเร้าใจจะทำให้<br />คุณทำงานบ้านด้วยอารมณ์สนุกสนาน เพลิดเพลิน งานบ้านที่เคยน่าเบื่อ ก็จะเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทำให้<br />คุณสดชื่นขึ้นได้ค่ะ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ในวลา </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">1 <span lang="TH">ชั่วโมง</span></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">ทำกับข้าว </span> <span lang="TH"> </span>176 <span lang="TH">แคลอรี่</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">รีดผ้า </span> <span lang="TH"> </span>120 <span lang="TH">แคลอรี่</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">ปัดฝุ่น </span> <span lang="TH"> </span>191 <span lang="TH">แคลอรี่</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">ทำสวน </span> <span lang="TH"> </span>400 <span lang="TH">แคลอรี่</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">เช็ดถูบานหน้าต่าง </span> <span lang="TH"> </span>250 <span lang="TH">แคลอรี</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">งานบ้านมีประโยชน์มากกว่าที่คิด</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> มีผลการศึกษาของ มหาวิทยาลัยโทรอนโท ในแคนาดา ระบุว่า ผู้หญิงที่มักอ้างว่า เธอมีภาระหนักอึ้ง<br />กับงานในบ้าน จนแทบไม่มีเวลาไปยิมนั้น จริง ๆ แล้วงานบ้านที่พวกเธอทำ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าที่เธอคิด ผลการศึกษายังยืนยันด้วยว่ากิจกรรมของงานบ้านที่พวกเธอทำ ใช้แคลอรี่มากถึง</span> <br />82 % <span lang="TH">ของพลังงานทั้งหมดที่เธอใช้ในแต่ละวัน</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาของทีมนักวิจัยของ </span><st1:city st="on">Adelaide</st1:City> ' <st1:place st="on"><st1:placename st="on">Flinders</st1:PlaceName> <st1:placetype st="on">University</st1:PlaceType></st1:place> <span lang="TH">พบว่า กิจกรรมของ<br />งานบ้านมีประสิทธิภาพ ในการเผาผลาญแคลอรี่ ได้พอ ๆ กับการออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ที่ช่วย<br />บริหารหลอดเลือด นอกจากนี้ผลการศึกษายังยืนยันว่า งานบ้านหลาย ๆ อย่าง มีผลต่อการลดความเสี่ยง<br />ในการเกิดโรคหัวใจ ในระดับเดียวกันกับการออกกำลังกายอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=700.msg922#msg922"><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">เครียดมาก...ระวังสมองหด!</span><span style="color: windowtext;">?</span></a> <o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เวลาที่เราเครียด ร่างกายก็จะเกร็ง และทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือปวดตามเนื้อตัวได้</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><span lang="TH">ซึ่งอาการปวดนี่แหละ คือที่มาของอาการสมองหด!!! </span><br /><span lang="TH">งานวิจัยล่าสุด ค้นพบแล้วว่าคนที่มีอาการปวดตามร่างกายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดขา ปวดแขน </span><br /><span lang="TH">หรือปวดตามข้อ ตามเนื้อตัว ฯลฯ จะมีปริมาณของสมองที่น้อยกว่าคนทั่วไป!!! </span><br /><span lang="TH">นักวิจัยได้จับคนที่มีอาการปวดหลังอยู่เสมอ มาทดสอบ</span><br /><span lang="TH">อย่างน่าตกใจ พวกเขามีปริมาณสมองน้อยกว่าคนทั่วไปถึง </span>11 <span lang="TH">เปอร์เซ็นต์เชียวน้า </span><br /><span lang="TH">นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าความเครียดจากการทำงานหนัก </span><br /><span lang="TH">จะทำให้สมองของคนเราทำงานหนักจนเกินไป และทำให้ระบบบางส่วนเกิดการหดตัวได้!!! </span><br /><span lang="TH">ซึ่งอาการนี้จะทำให้สมองทำงานได้ไม่เหมือนเดิมอีก </span><br /><span lang="TH">และจะส่งผลต่อการเกิดอาการปวดตามที่ต่างๆ ในร่างกายตามมาด้วย </span><br /><span lang="TH">เพราะฉะนั้น น้องๆ ทั้งหลาย ก็อย่าเครียดมาก หรือทำงานหนักจนเกินไป </span><br /><span lang="TH">เพราะไม่งั้นกว่าจะรู้ตัว สมองของเราอาจจะหดเหลือนิดเดียว กลายเป็นคนโง่ก็ได้นะ</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=707.msg949#msg949"><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">ถอดรหัสความปวด</span><span style="color: windowtext;" lang="TH"> </span><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">ปวดหัว ปวดไหล่ ปวดเนื้อ ปวดตัว</span><span style="color: windowtext;" lang="TH"> </span></a><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">สารพัดสาระพันอาการปวดทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ว่าใครต่างเคยโดนพิษสงเล่นงานมาแล้วทั้งสิ้น แต่ปัญหาก็คือ แทบไม่มีใครศึกษากันอย่างจริงๆ จังๆ ว่า อาการปวดที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของเราและแผลงฤทธิ์มากบ้างน้อยบ้าง ผลุบๆโผล่ๆในชีวิตประจำวันนั้น จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรและกินระยะเวลายาวนานเพียงใด </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><span lang="TH">ความปวด ปัญหาที่ไม่มีใครอยากเจอ </span><br /><span lang="TH">คงมีแต่เพียงคำพูดติดตลกที่นำมาใช้แซวกันขำๆว่าา </span>‘<span lang="TH">แก่</span>’ <span lang="TH">หรือ </span>‘<span lang="TH">สูงวัย</span>’ <span lang="TH">แล้ว เมื่อใครสักคนบ่นว่าปวดเมื่อย เพราะความเข้าใจที่ว่าความปวดเมื่อยมักเป็นโรคที่อยู่คู่กับผู้สูงอายุ</span><br /><br /><span lang="TH">อย่างไรก็ตาม สำหรับหนุ่มๆสาวๆ เองเคยได้ลองสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่ว่าวันๆหนึ่งตัวเองรู้สึกเมื่อยล้าตามร่างกายกี่ครั้ง โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ชีวิตกว่าครึ่งค่อนวันฝากไว้ในออฟฟิศ ติดหนึบอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์</span><br /><br />...<span lang="TH">ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาช่วยกัน</span> “<span lang="TH">ถอดรหัส</span>” <span lang="TH">สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้กันให้ละเอียดรอบคอบ เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาธรรมดาที่จะมองข้ามกันได้อีกต่อไป</span><br /><br />-1-<br /><span lang="TH">รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช นายกสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย ให้นิยามความปวดเอาไว้ว่า หมายถึงความรู้สึกไม่สบายกายหรือจิตใจจากการบาดเจ็บเนื้อเยื่อหรือประสบการณ์ทางอารมณ์ รวมถึงภาวะที่เป็นแนวโน้มถึงการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อด้วย</span><br /><br /><span lang="TH">ทั้งนี้ ความปวดตามร่างกายนับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ซึ่งทุกครั้งที่รู้สึกมีอาการปวดก็สามารถตีความหมายได้ว่าในขณะนั้นร่างกายได้ส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง และความปวดนี้เป็นโรคที่พบในทุกเพศทุกวัย แต่มีน้อยคนที่จะให้ความสนใจเพราะอาการปวดนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือหากจะมีก็เป็นเพียงส่วนน้อย แต่เป็นบ่อยๆ เข้าก็มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้เช่นกัน</span><br /><br /><span lang="TH">ที่สำคัญคือ เมื่อมีอาการปวดบ่อยๆ เข้าก็จะชักนำไปสู่การเกิดภาวะปวดชนิดที่เรียกว่า </span>‘<span lang="TH">เรื้อรัง</span>’ <span lang="TH">ได้ อย่างไรก็ตาม หากใครที่เริ่มสงสัยว่าตนเองปวดถึงขั้นเรื้อรังหรือไม่ ก็สามารถใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องมือในการวัดคือต้องมีอาการต่อเนื่องยาวนานมากกว่า </span>3 <span lang="TH">เดือนขึ้นไป</span><br /><br />“<span lang="TH">ปัจจุบันนี้มีประชากรผู้ใหญ่ </span>1 <span lang="TH">ใน </span>5 <span lang="TH">คนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะความปวดเรื้อรัง โดยภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งได้ เนื่องจากจำนวนประชากรสูงอายุและผู้ป่วยโรคอื่นที่เกี่ยวข้องมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกเป็น </span>2 <span lang="TH">ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ความปวดจากการอักเสบ และความปวดที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาท</span>”<br /><br /><span lang="TH">รศ.นพ.ประดิษฐ์อธิบายเพิ่มเติมถึงความปวดทั้ง</span> 2 <span lang="TH">ประเภทที่กล่าวมาแล้วว่าความปวดจากการอักเสบมีสาเหตุมาจากอาการโรคข้ออักเสบชนิดข้อเสื่อม ถือเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการแตกของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ มักเกิดขึ้นกับข้อที่ต้องแบกรับน้ำหนัก เช่นสะโพก เข่า และบริเวณหลังส่วนล่าง โรคนี้มักจะมีความสัมพันธ์กับความชรา แต่ปัจจัยอื่นๆก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้ เช่น ความอ้วน หรือกรรมพันธุ์ และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่มักจะพบในเพศหญิงช่วงอายุ </span>30-50 <span lang="TH">ปี</span><br /><br /><span lang="TH">ส่วนความปวดที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาท ได้แก่ ความเจ็บปวดที่ระบบประสาทรอบนอก เป็นผลสืบเนื่องจากการป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคงูสวัด โดยจะมีอาการเจ็บแปลบเรื้อรังเป็นๆหายๆ และความเจ็บปวดที่ประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังโดยตรงหรือบริเวณอื่น เช่น มีอาการเจ็บปวดบริเวณปลายมือและเท้าหลายแห่ง เป็นต้น</span><br /><br />“<span lang="TH">อาการปวดนอกเหนือจากสาเหตุที่มาจากโรคต่างๆที่ว่ามาแล้วนั้น ปัจจุบันโดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศทั้งวันก็มักจะพบกับอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเพราะต้องนั่งทำงานทั้งวัน ร่างกายไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ถือเป็นการดำเนินชีวิตด้วยพฤติกรรมแบบผิดๆ จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังอย่างไม่รู้ตัวหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น </span>‘<span lang="TH">ออฟฟิศซินโดรม</span>’ <span lang="TH">ซึ่งนับวันจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคนี้สูงขึ้น และไม่ค่อยมีคนให้ความใส่ใจเพราะจะเป็นๆหายๆ กระทั่งเป็นมากจนร่างกายทนไม่ไหวถึงไปพบแพทย์</span>”<br /><br />-2-<br /><span lang="TH">อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาการปวดจนกลายสภาพเป็นโรคปวดเรื้อรังนั้นล้วนมาจากพฤติกรรมเสี่ยงและการดำเนินชีวิตในรูปแบบผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากในสังคมทุกวันนี้ ทว่า เมื่อมันมาเยือนหรือย่างกรายเข้ามาแล้วเราคงต้องเตรียมตั้งมือรับ</span><br /><br /><span lang="TH">สำหรับการเยียวยาภาวะปวดเรื้อรังนั้น รศ.นพ.ประดิษฐ์บอกว่า หากพบว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการปวดไม่ว่าจะลักษณะใด ถ้านานกว่า </span>3 <span lang="TH">เดือนอย่าได้นิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปวดโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ตามโรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งในประเทศไทยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้แล้ว เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองหรือบำบัดด้วยตนเอง เพราะยิ่งจะทำให้การรักษายากขึ้นด้วย</span><br /><br /><span lang="TH">ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ป่วยนั้น นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพชีวิตและจิตใจของผู้ป่วยแล้ว ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วมีสูงถึงกว่าร้อยละ </span>30 <span lang="TH">แต่โดยมากมักได้รับการรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาต่ำกว่าที่ควร โดยแนวโน้มดังกล่าวได้แพร่มาถึงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก อย่างในฮ่องกงมีผู้ป่วยด้วยโรคปวดเรื้อรังสูงถึง </span>560,000 <span lang="TH">คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด </span>5.3 <span lang="TH">ล้านคน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยในภูมิภาคนี้ส่วนมากจะเลือกวิธีการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก เช่น การนวดจุด การกินยาสมุนไพร หรือซื้อยามากินเอง ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุดและให้ผลไม่แน่นอน</span><br /><br />“<span lang="TH">หากมีอาการปวดเกิดขึ้นต้องเริ่มตีโจทย์ในร่างกายตัวเองให้ได้ โดยใช้พื้นฐานง่ายๆ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม ต้องค่อยๆพิจารณาไปทีละข้อว่าเรามีสาเหตุมาจากอะไรที่ทำให้ปวด ส่วนวิธีการรักษานอกจากพบแพทย์แล้วนั้น แนะนำให้ออกกำลังกาย เช่น การเล่นโยคะ พร้อมกับปรับปรุงพฤติกรรม คือหากมีสาเหตุมาจากการทำงานที่ต้องนั่งทั้งวันก็ต้องหมั่นขยับร่างกายบ้าง นี่ถือเป็นการรักษาแบบผสมผสาน</span>” <span lang="TH">รศ.นพ.ประดิษฐ์ฝากไว้ทิ้งท้าย</span><br /><br /><span lang="TH">การฝึกโยคะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยลดปัญหาความปวดที่เกิดขึ้น</span> <br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br />-3-<br /><br /><span lang="TH">แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยบำบัดและบรรเทาอาการปวดสิ่งหนึ่งที่นึกถึงก็คือการออกกำลังกาย ซึ่ง </span>‘<span lang="TH">โยคะ</span>’ <span lang="TH">ดูเหมือนจะเป็นศาสตร์ทางเลือกที่กำลังอินเทรนด์กันมากในขณะนี้</span><br /><br /><span lang="TH">ชมชื่น สิทธิเวช หรือ ครูหนู ปรมาจารย์ด้านโยคะแห่งสถาบันบ้านโยคะได้อธิบายว่าวิถีของโยคะไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นทางเลือกให้แก่ทุกคนได้ลองปฏิบัติเพื่อสามารถบรรเทาและป้องกันจากโรคภัยไข้เจ็บที่เราไม่อยากให้เป็นได้ ถ้าเลือกนำมาใช้ให้ถูกวิธี</span><br /><br /><span lang="TH">สำหรับโรคเรื้อรังอย่างเช่นอาการปวดนั้น ผู้ที่มีอาการควรไปปรึกษาแพทย์เสียก่อนว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยได้บำบัดได้หรือไม่ หากแพทย์ระบุว่าสามารถทำได้ โยคะก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าลองอย่างมาก</span><br /><br /><span lang="TH">ทั้งนี้ โยคะที่เห็นตามสื่อทั่วไปมักนำเสนอแต่ท่าทางที่ปฏิบัติตามยาก แต่สวยงามมากด้วยสรรพคุณชวนให้ลองทำตาม ขณะที่ครูหนูกลับบอกว่าโยคะคือการยืดกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง แต่ต้องไม่ถึงกับทำให้ตัวเองเกร็งจนเกินไป อยู่ในท่าสบายๆ การยืดตัวกอรปกับการหายใจเข้า-ออกลึกๆ จะทำให้ปอดขยาย ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่มักพบกับปัญหาสุขภาพเพราะอิริยาบถขณะนั่งทำงานในออฟฟิศ ดังนั้น ควรหันมาเตือนสติตัวเองอยู่เสมอคือต้องรู้จักจัดสรีระของตัวเองให้ถูกต้อง และหมั่นผ่อนคลายบ่อยๆ</span><br /><br />“<span lang="TH">ท่าโยคะง่ายๆที่จะแนะนำซึ่งสามารถทำกันได้ในที่ทำงานคือ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ให้ยืดตัวตรงแล้วหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นหายใจออกด้วยการกระแทกลมหายใจแรงๆ จะเป็นเหมือนการได้ปลดปล่อย และต้องหมั่นฝึกลมหายใจโดยพยายามหายใจช้าๆ เบาๆ หายใจเข้าท้องต้องป่อง หายใจออกท้องต้องยุบ การหายใจที่ดีจะช่วยให้ร่ายการเราเกิดความสมดุลได้</span>”</span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=769.msg1013#msg1013"><span style="color: windowtext;" lang="TH">ประโยชน์ของน้ำมันปลา</span></a></span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ขึ้นชื่อว่า ปลา ทานแล้วก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย</span><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><br /><br /><span lang="TH">แต่ถ้าเป็น น้ำมันปลา บางคนอาจยังไม่รู้จัก วันนี้เกร็ดความรู้ก็เลยนำ ความรู้เกี่ยวกับ น้ำมันปลา มาบอกกัน....</span><br /><br /><span lang="TH">น้ำมันปลา (</span>fish oil) <span lang="TH">เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม</span><br /><br /><span lang="TH">ที่ได้รับความนิยมในการทานอย่างแพร่หลาย สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันปลา คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า กรดไขมันโอเมก้าสาม น้ำมันปลาสกัดจากเนื้อและหนังของปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า แซลม่อน แมคคาเรล เป็นต้น</span><br /><br /><span lang="TH">น้ำมันที่สกัดได้นี้ จะมีกรดไขมันโอเมก้าสาม </span>2 <span lang="TH">ชนิด คือ</span><br /><br />• Eicosapentaenoic Acid <span lang="TH">เรียกโดยย่อว่า</span> EPA <span lang="TH">และ</span><br /><br />• Docosahexaenoic Acid <span lang="TH">เรียกโดยย่อว่า </span>DHA<br /><br /><span lang="TH">ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี</span><br /><br /><span lang="TH">ประโยชน์ของน้ำมันปลา</span><br /><br />• <span lang="TH">ช่วยโรคหัวใจขาดเลือด ( </span>Coronary Heart Disease )<br /><br />• <span lang="TH">ลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์ ( </span>Triglyceride )<br /><br />• <span lang="TH">ลดความรุนแรงของโรคปวดข้อ รูมาตอยด์ ( </span>Rhematoid Arthritis )<br /><br />• <span lang="TH">บำรุงสมอง เพราะเซลล์สมองมีกรดไขมันชนิดนี้มาก จึงช่วยเสริมสร้างเซลล์</span><br /><span lang="TH">สมอง</span><br /><br /><span lang="TH">ข้อควรระวัง</span><br /><br /><span lang="TH">ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดออกได้ง่ายห้ามทาน เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านเกร็ดเลือด หรือ แอสไพริน ผู้ที่มีเกร็ดเลือดต่ำ</span>, <span lang="TH">มีจุดเลือดออกตามตัว</span>, <span lang="TH">มีเส้นเลือดแตกในสมอง</span>, <span lang="TH">เส้นเลือดแตกในจอตา จากโรคจอตาเสื่อมระยะสุดท้ายในเบาหวาน เป็นต้น ส่วนคนที่แพ้อาหารทะเล สามารถทานน้ำมันปลาได้ และมีความปลอดภัย</span><br /><br /><span lang="TH">รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานน้ำมันปลากันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.</span> <br /> </span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=710.msg952#msg952"><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">นมลดความอ้วนได้...จริงหรือ!</span><span style="color: windowtext;">?</span></a> <o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เพราะว่านมมีประโยชน์มีมากมายหลายอย่าง </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><span lang="TH">เป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีน ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง </span><br /><span lang="TH">เพราะงี้ นมก็เลยมีความสำคัญกับเด็กมาก โดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น </span><br /><span lang="TH">เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็วมาก การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ</span><br /><span lang="TH">จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก และเพิ่มความยาวของกระดูกภายในร่างกาย </span><br /><span lang="TH">แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น ก็คือในปัจจุบัน ได้มีการศึกษาพบว่านมมีผลต่อการลดน้ำหนักด้วย</span><br /><span lang="TH">จากรายงานผลการวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกา </span><br /><span lang="TH">พบว่านมมีส่วนช่วยควบคุมขบวนการเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้ดีมากขึ้น</span><br /><span lang="TH">โดยการวิจัยนี้ พบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบอย่าง นม โยเกิร์ต หรือเนยแข็ง </span><br /><span lang="TH">จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่รับประทานอาหารที่ไม่มีนมเป็นส่วนประกอบ </span><br /><span lang="TH">จะเห็นได้ชัดว่าการรับประทานอาหารที่มีนมเป็นหลัก </span><br /><span lang="TH">จะทำให้ไขมันที่อยู่ช่องท้องที่เกิดการเผาผลาญ และยังทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรัง </span><br /><span lang="TH">เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือกระดูกพรุนด้วย</span><br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ประโยชน์ของพืชผัก</span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">คุณประโยชน์ของสารอาหารจากพืชผัก</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">ผักและผลไม้สามารถแบ่งออกเป็นหลากหลายกลุ่มสี อันได้แก่ สีแดง</span>, <span lang="TH">สีเหลือง/เขียว</span>, <span lang="TH">สีเขียว</span>, <span lang="TH">สีขาว/เขียว</span>, <span lang="TH">สีส้ม/เหลือง</span>, <span lang="TH">สีส้ม</span>, <span lang="TH">สีแดง/ม่วง สีเหล่านี้ถูกผลิตมาจากสารอาหารจากพืชผักจำเพราะที่เรียกว่า</span></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ไฟโตนิวเทรียนส์</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">Phytonutrients) <span lang="TH">ที่จะทำปฎิกิริยากับร่างกายของเราและบางครั้งจะถูเก็บไว้ในร่างกาย สำหรับการมีสุขภาพที่ยอดเยี่ยม คุณควรรับประทานผักผลไม้หลากสีหนึ่งอย่างในแต่ละสีในทุกๆ วัน</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">สีส้ม-เหลือง</span> <span lang="TH">ส้ม</span>,<span lang="TH">ส้มจี๊ด</span>,<span lang="TH">ลูกพีช</span>,<span lang="TH">มะละกอ<br /></span> <span lang="TH">สีส้ม</span> <span lang="TH">แครอท</span>,<span lang="TH">มะม่วง</span>,<span lang="TH">แอพริคอท</span>,<span lang="TH">แคนตาลูป</span>,<span lang="TH">ฟักทอง</span>,<span lang="TH">มันเทศ</span><br /> <span lang="TH">สีแดง-ม่วง</span> <span lang="TH">องุ่นแดง</span>,<span lang="TH">ลูกพลับสดหรือแห้ง</span>,<span lang="TH">ผลแครนเบอรี่</span>,<span lang="TH">ราสเบอรี่</span>,<span lang="TH">แบล็คเบอรี่</span>,<span lang="TH">บลูเบอรี่</span>,<span lang="TH">สตรอเบอรี่</span> <span lang="TH"><br /></span> <span lang="TH">สีแดง</span> <span lang="TH">มะเขือเทศ</span>,<span lang="TH">และผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ</span>,<span lang="TH">แตงโม</span>,<span lang="TH">ส้มโอ<br /></span> <span lang="TH">สีเหลือง-เขียว</span> <span lang="TH"> ผักโขม</span>,<span lang="TH">อโวคาโด</span>,<span lang="TH">แตงเมลอน</span>,<span lang="TH">ข้าวโพดเหลือง</span>,<span lang="TH">ถั่วเขียว<br /></span> <span lang="TH">สีเขียว</span> <span lang="TH"> บล็อคโคลี่</span>,<span lang="TH">ถั่วงอก</span>,<span lang="TH">ผักกาด</span>,<span lang="TH">ผักกาดจีน</span>,<span lang="TH">ผักปวยเล้ง<br /></span> <span lang="TH">สีขาว-เขียว</span> <span lang="TH">กระเทียม</span>,<span lang="TH">หัวหอม</span>,<span lang="TH">หอมหัวใหญ่</span>,<span lang="TH">คื่นช่ายฝรั่ง</span>,<span lang="TH">ต้นหอม</span>,<span lang="TH">หน่อไม้ฝรั่ง</span><br /> <span lang="TH">เราแนะนำให้รับประทานวันละ</span> 7 <span lang="TH">ถ้วยตวง สำหรับผู้หญิง และ </span>9 <span lang="TH">ถ้วยตวง สำหรับผู้ชาย</span> (<span lang="TH">หนึ่งถ้วยตวงสำหรับผักสด</span>, <span lang="TH">สำหรับผักที่ปรุงแล้วให้เหลือครึ่งถ้วย หรือครึ่งถ้วยสำหรับผลไม้)</span><br /><br /> <span lang="TH"> ในการทำให้การรับประทานผักผลไม้ </span>7 <span lang="TH">ถึง </span>9 <span lang="TH">ถ้วยตวงต่อวันเป็นเรื่องง่ายนั้น ลองรับประทานผักและผลไม้แช่แข็ง</span>, <span lang="TH">ซอสมะเขือเทศหลากชนิด น้ำผลไม้หรือซุป และสลัีดทำสำเร็จ</span><br /> <span lang="TH">สารอาหาร </span>Phytonutrients <span lang="TH">สามารถช่วยป้องกันร่างกายเราจากมะเร็งได้</span><br /><br /><br /></span><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ประโยชน์ของสีในพืช</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH">คุณทราบไหมคะว่าสารสีต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชนั้นมีประโยชน์และมีบทบาทมากพอๆ กับวิตามินเลยทีเดียว โดยมาร์ ฟาร์กัวสัน ผู้สนใจทางเคมีวิทยาของพืชก็ได้แยกไว้อย่างคร่าวๆ พอให้เข้าใจได้ง่ายได้ดังนี้ค่ะ<br /></span></b><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> สารสีแดง</span></span></b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"> มีสาร </span><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;">Cycopene <span lang="TH">เป็นตัวพิวเม้นท์ให้สีแดงในแตงโม มะเขือเทศ สาร</span> Betacycin <span lang="TH">ให้สีแดง<br />ในลูกทับทิม บีทรูท และแคนเบอร์รี่ สารทั้งสองอย่างนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ </span>Antioxydants<br /><span lang="TH">ซึ่งจะช่วยป้อง กันการเกิดมะเร็งหลายชนิด</span><o:p></o:p></span></p> <p style="line-height: 13.5pt;"><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> สารสีส้ม</span></span></b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"> ผักและผลไม้สีส้ม เช่น มะละกอ แครอท มีสาร </span><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;">Betacarotene <span lang="TH">ซึ่งมีศักยภาพต้านอนุมูลอิสระอันเป็นตัวก่อมะเม็ง คนผิวขาวซีดที่กินมะละกอหรือแครอทมาก ผิวจะออกสีเหลืองสวย ทางกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาประกาศว่า การกินแครอทวันละ </span>2-3 <span lang="TH">หัว จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือด คนไทยที่ทดลองกินมะละกอห่ามมากๆ นานถึง</span> 2 <span lang="TH">ปี จะช่วยเปลี่ยนสีผิวหน้าที่เป็นฝ้าให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมแก้ฝ้าเลย</span><o:p></o:p></span></p> <p style="line-height: 13.5pt;"><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> สารสีเหลือง</span></span></b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"> พิกเม้นต์ </span><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;">Lutein <span lang="TH">คือสารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่ข้าวโพด ช่วยป้องกันกันความเสื่อมของจุดสี หรือแสงสีของเรตินาดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนแก่มองไม่เห็น</span><o:p></o:p></span></p> <p style="line-height: 13.5pt;"><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH">สารสีเขียว</span></span></b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"> พิกเม้นต์คลอโรฟีลล์ (</span><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;">Chlorophyll ) <span lang="TH">เป็นสารที่ให้สีเขียวแก่ผักต่างๆ ผักที่มีสีเขียวแก่ผักต่างๆ ผักที่มีสีเขียวเข้มมากก็ยิ่งมีคลอโรฟีลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู บัวบก เป็นต้น และสารคลอโรฟีลล์ ก็มีคุณค่ามากเหลือเกิน นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อคลอโรฟีลล์ถูกย่อยแล้ว จะมีพลังแรงมากในการป้องกันมะเร็ง ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นเหม็นต่างๆ ในตัวคนด้วย</span><o:p></o:p></span></p> <p style="line-height: 13.5pt;"><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> สารสีม่วง</span></span></b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"> พืชสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน ( </span><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;">Anthocyanin ) <span lang="TH">เป็นต้นให้สีม่วงที่คุณเห็นในดอกอัญชัน กะหล่ำม่วงผิวชมพู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารตัวนี้ช่วย<br />ลบล้างสารที่ก่อมะเร็งและสาร </span>Anthocyanin <span lang="TH">นี้ยังออกฤทธิ์ทางขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และอัมพาตด้วย</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ฝรั่ง... ผลไม้ที่ถูกลืม</span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ฝรั่งสีชมพู หรือ ฝรั่งขี้นก ... ผลไม้ที่ถูกลืม แต่กลับสูงด้วยคุณค่า </span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">หากเอ่ยชื่อ ฝรั่งสีชมพู หรือ ฝรั่งขี้นก คนสมัยก่อนคงจะรู้จักกันดีว่า เป็นผลไม้ทรงกลม ขนาดปานกลาง<br />ที่มีเนื้อทั้งสีขาว เหลือง ชมพู กลิ่นหอม แต่ส่วนมากแล้วผู้คนไม่ค่อยนิยมนำมารับประทานเพราะเนื้อค่อนข้างเละและไม่กรอบเหมือนฝรั่งลูกโตๆ ในปัจจุบัน ซึ่งหาไม่รู้ว่าฝรั่งผลเล็กเหล่านี้มีสารอาหารมากมายที่<br />ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"><br /></span> <span lang="TH"> สาระสำคัญที่มีอยู่ในฝรั่งสีชมพูนั้น ไม่เพียงแต่มีวิตามิน </span>A <span lang="TH">ที่ช่วยบำรุงร่างกายในเรื่องการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก และการสร้างเซลล์ และควบคุมอุณหภูมิคุ้มกันของร่างกาย <b>ยังมีวิตามิน </b></span><b>C <span lang="TH">ที่มีมากกว่าส้มถึง </span>5 <span lang="TH">เท่าในปริมาณที่เท่ากัน</span></b> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">วิตามิน </span>C <span lang="TH">มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอและป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ที่มักเกิดจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ ฝุ่น และควันบุหรี่ และแสงแดด เสริมสร้างและรักษาสภาพของเนื้อเยี่อคอลลาเจน ทำให้ผิวสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยสมานแผลและยังดีต่อเนื้อเยื่อของกระดูกและฟัน ดูดซึมธาตุเหล็ก เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด และลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็ง ทั้งยังมีใยอาหารที่ช่วยขับเคลื่อนอาหาร ลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ อีกทั้งมีแนวโน้มทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดต่ำ และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> แต่คุณสมบัติที่โดดเด่นของฝรั่งสีชมพู คือ สารไลโคปีน ซึ่งมีมากรองจากมะเขือเทศ แต่มากกว่ามะละกอถึง </span>2 <span lang="TH">เท่า ว่ากันว่า ไลโคปีนประกอบด้วยการ</span><b> Antioxidant <span lang="TH">ที่เรียกว่า แคโรทีนอยด์</span></b><span lang="TH"> ที่พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีแดง ชมพู เช่น มะเขือเทศ ฝรั่งสีชมพู แตงโม มะละกอ มีสรรคุณต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะแสงแดดไลโคปีนยังช่วยกระตุ้นการเพิ่มขึ้นของเคราติโนไซต์ อันจะช่วยทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกแข็งแรงขึ้น แต่ไลโคปีนก็ยังเก็บยากคล้ายวิตามิน </span>C <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">ในยุคแรกๆ ไลโคปีนอยู่ในรูปสารสกัดจะแปรปรวนและตกผลึกง่าย ไม่สามารถดูดซึมสู่ผิว แต่เทคโนโลยีใหม่สามารถคงสภาพไลโคปีนด้วยการย่อขนาดโมเลกุลให้อยู่ในรูปของนาโนแคปซูล ไลโคปีนตามธรรมชาติมีหน้าที่ในการจับรังสียูวี แล้วแปลงให้อยู่ในรูปของพลักงานให้กับคลอโรพลาสต์ (คลอโรฟิลล์ในเซลล์ของพืช) เพื่อปกป้องพืชจากไฟโต-ออกซิเดชั่น เมื่อมีประสิทธิภาพเช่นนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงผันไลโคปีนเข้าสู่วงการเสริมความงาม ซึ่งไลโคปีนจะช่วยกระตุ้นระบบการฟื้นฟูผิว</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> เมื่อเห็นประโยชน์มากมายของฝรั่งขี้นก หรือฝรั่งสีชมพูแล้ว ถ้าเจอะเจอ ก็หามารับประทานกันได้แล้ว ถือได้ว่าเป็นทางเลือกในการเสริมความงามอีกทางนึงเลยทีเดียว</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><span style=""> </span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ภัยร้ายที่คุณไม่รู้</span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ภัยร้ายมันฝรั่งทอด </span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">มันฝรั่งทอด คุกกี้กรอบๆ หรือขนมสำเร็จรูปในถุงสวยๆ ทั้งหลาย ไม่ได้ทำให้อ้วน</span> <span lang="TH"> หากออกกำลังกาย<br />สม่ำเสมอและควบคุมปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวัน แต่อาหารเหล่านี้เต็มไปด้วยไขมันชนิดที่เป็น<br />อันตราย ต่อร่างกาย ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็งมากขึ้น</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">ยาคุมกำเนิด ทำให้กระดูกบางลงได้ นำไปสู่ปัญหากระดูกพรุน เมื่อแก่ตัวลง ดังนั้นหากจำเป็น<br />ต้องกินหรือฉีดยาเหล่านี้ ก็อย่าลืมหมั่นกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวเข้ม ปลาเล็ก<br />ปลาน้อย ฯลฯ หรือทานแคลเซียมเสริมไว้ด้วย</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />ผู้หญิงชอบดื่มพึงระวัง</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 12pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> คุณผู้หญิงที่ชอบดื่มพึงระวังเพราะร่างกายคุณ จะซึมซับแอลกอฮอล์ได้เร็วกว่าผู้ชาย ( เมาเร็วกว่า)<br />แล้วคุณยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง </span>50% <span lang="TH">แถมยังกระดูกเปราะกว่ากันมาก<br />เพราะเหล้าจะเข้าไปทำลายเนื้อกระดูก (</span>bone mass) <span lang="TH">ของคุณ</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">นั่งรถตรงไหนปลอดภัยที่สุด</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> นั่งรถเก๋งที่เบาะหลังตรงกลางปลอดภัยที่สุดรองลงมาคือ ที่นั่งด้านหลังทางซ้าย (หลังคนนั่งข้างคนขับ) เพราะตามสถิติอุบัติเหตุจะเกิดทางด้านหน้า และ ด้านคนขับมากกว่า และหากมีคนนั่งรถไปกับคุณด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จะลด อันตรายจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้ารถลงไปด้วย</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />ทานกะหล่ำปลีดิบมีพิษนะ</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (</span>Goibrogen) <span lang="TH">ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้<br />ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน ไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทร๊อกซิน (</span>Thyroscine) <span lang="TH">ได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ<br />จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอกแต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้โดยการต้ม จึงควรรับประทาน<br />กะหล่ำปลีสุก จะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />ถั่วงอกดิบมีโทษค่ะ</span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> ในผักสดบางชนิดมีสารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ในถั่วงอก มีสารพิษพวกที่เรียกว่าไฟเตต<br />ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะ ไปจับแร่ธาตุบางชนิดที่อยู่ในอาหาร ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้น<br />เข้าร่างกาย ร่างกายจะเป็นโรคขาดแร่ธาตุ สารพิษเหล่านี้สามารถทำลายได้โดยการต้ม จึงควรรับประทานถั่วงอกสุขดีกว่าถั่วงอกดิบ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />วิธีป้องกันตะคริว</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 12pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> ตะคริวเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ การดื่มน้ำและ รับประทานผลไม้สดมากๆ จึงช่วยลดการเป็นตะคริวได้</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อดนอนบ่อยๆ ระวังเป็นเบาหวาน</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> ร่างกายที่ไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม จะใช้อินซูลินได้น้อยลง คนอดนอนบ่อยๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />ตรวจฉี่ด้วยตัวเอง</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> ร่างกายแต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากัน แพทย์แนะนำว่าควรดื่มมาก พอที่จะถ่ายปัสสาวะได้ทุกๆ </span>3-4 <span lang="TH">ชั่วโมง หากปัสสาวะคุณเป็นสีเหลือง เข้มกว่าปกติ แสดงว่าคุณกำลังขาดน้ำ<br /><br /><b>เนยแท้ </b></span><b>vs <span lang="TH">เนยเทียม</span></b><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">เนยแท้ๆ ที่ทำมาจากนม อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายกว่าเนยเทียม หรือมาร์การีนซึ่งไม่มี<br />ประโยชน์เลยแถมเป็นพิษต่อร่างกาย อีกต่างหาก แต่ไม่ควรจะบริโภคเนยให้มากนักเพราะมากไป<br />ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ และความดันได้ง่าย</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;"> <b><span lang="TH">เมนูอาหารเพื่อผิวผ่อง</span></b></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เนื้อปลา</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายที่เสื่อมโทรม<br />และยังมีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย</span><br /><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">น้ำมันมะกอก</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันจากพืชที่แม้จะมีแคลอรี่สูงก็จริง แต่มีข้อดีคือ มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์<br />กับร่างกายสูง และเป็นไขมันชั้นดี ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วยวิตามินเอ และอี ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์<br />ทำให้ผิวดูอ่อนวัยคงความชุ่มชื้นและเนียนนุ่ม</span><br /><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เมล็ดข้าวและธัญพืช</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ งา นอกจากจะมีวิตามินบีสูงแล้ว ยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งจะช่วยสร้างและรักษาความแข็งแรงของเซลล์ มีงานวิจัยระบุว่าวิตามินอี ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และช่วยปกป้องความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะให้แก่ผิว</span><br /><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ผลไม้และผักสด</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">ผักสด มีวิตามินเอ ช่วยทำให้ผิวหนังไม่แห้ง และยังสดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ และยังมีวิตามินซีซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผิวพรรณของใบหน้าดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่น<br />ผักสดและผลไม้ จึงควรเป็นอาหารที่คุณควรบรรจุไว้ในเมนูอาหารทุกมื้อของคุณ ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ส้ม มะนาว มะเขือเทศสับปะรด ฝรั่ง ส่วนผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอมาก ได้แก่ กล้วย มะละกอ ฟักทอง แครอท</span><br /><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">น้ำเปล่า</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> น้ำทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับทุกระบบภายในร่างกาย และหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้<br />ผิวพรรณไม่สดใส การดื่มน้ำวันละ</span>6-8 <span lang="TH">แก้วโต ๆ เป็นวิธีที่ทำให้ผิวผ่อง แบบไม่ต้องลงทุนมาก เพราะน้ำ<br />จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และยังป้องกันผิวหย่อนยาน จากการลดน้ำหนักอย่าง<br />อวบฮาบอีกด้วย </span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาหารที่ทำลายผิวพรรณ</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">1. <span lang="TH">ไขมันอิ่มตัวในเบคอน ไส้กรอก ไอศกรีม และเนยสด กระบวนการเผาผลาญอาหารเหล่านี้ จะเกิด<br />อนุมูลสารอิสระสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเหี่ยวย่น และเสื่อมโทรม </span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">2. <span lang="TH">รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป มีผลขัดขวางกระบวนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ผิว<br />ทำให้ผิวหย่อนยาน</span> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">3. <span lang="TH">คาเฟอีน เป็นตัวที่ดูดซับความชื้นจากผิว ถ้าคุณติดกาแฟจนยากที่จะเลิก เมื่อคุณดื่มกาแฟ </span>1 <span lang="TH">แก้ว<br />ก็ควรดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ ตามไป</span> 1 <span lang="TH">แก้วเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ร่างกายขาดน้ำ และผิวพรรณขาดความ<br />ชุ่มชื้นไปด้วย</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">4. <span lang="TH">แอลกฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณ ขาดความเปล่งปลั่ง ถ้าคุณเป็นนักดื่ม ทุกครั้งที่ดื่ม<br />แอลกฮอล์ อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าแก้วโต</span> 2 <span lang="TH">แก้ว เพื่อชดเชยไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และช่วยป้องกัน<br />ไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น</span><br /></span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">สูตรอาหารเพื่อผิวสวย</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">สลัดผลไม้</span><br /> <span lang="TH">ปลาจาระเม็ดนึ่ง</span><br /> <span lang="TH">เมี่ยงเห็ด</span><br /> <span lang="TH">น้ำพริกคั่วทูน่า</span><br /> Smooties <span lang="TH">ผลไม้</span><br /> <span lang="TH">แอปเปิ้ลคูลเลอร์</span><br /> <span lang="TH">ซุปเต้าหู้</span><br /> <span lang="TH">เมนูยำ </span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โรค...ปัจจุบัน</span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โรคในปัจจุบันที่คนเรามักเป็นกันมาก</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 12pt;"><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />โรคโลหิตจาง</span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> </span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <br /> <span lang="TH"> ควรรับประทานวิตามินบี </span>12 <span lang="TH">มากๆ แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี </span>12<br /><span lang="TH">คือ นม เนยแข็ง ปลาชนิดต่างๆ และเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โรคผิวหนังอักเสบ โรคนอนไม่หลับ โรคขนร่วง</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> หมั่นรับประทานอาหารที่มีไบโอตินมากๆ แหล่งอาหารที่มีไบโอตินมากๆ ก็คือ ตับ ถั่ว ยีสต์</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />โรคโลหิตจาง โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ โรคตะคริว โรคผิวหนังอักเสบ</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> ควรรับประทานอาหารที่มี วิตามินบี </span>6 <span lang="TH">สูง จะช่วยต้านโรคดังกล่าวได้แหล่ง</span><br /><span lang="TH">อาหารที่มีวิตามินบี </span>6 <span lang="TH">สูง คือ ข้าวโพด นม ถั่วเหลือง ไข่ ปลา ข้าวสาลี</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />โรคเหน็บชา โรคอาการประสาท</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> (<span lang="TH">ฉุนเฉียวง่าย)</span><br /> <span lang="TH">ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี </span>1 <span lang="TH">อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี </span>1 <br /><span lang="TH">คือ ถั่วลิสง ตับ ถั่วหมัก กระเทียม เต้าหู้ ข้าวซ้อมมือ รำข้าว</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />โรคกระดูกอ่อน </span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> รับประทานวิตามินดีเป็นประจำเนื่องจากวิตามินดีมีหน้าที่ช่วยดูดซึม</span><br /><span lang="TH">แคลเซียมและฟอสฟอรัส เช่น เห็ดหอม ตับ ปลาทูน่า ปลาแห้งต่างๆ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />โรคผิวหนังไม่นุ่มนวลสดชื่น</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">หมั่นรับประทาน ไข่ นม เนย ตับสัตว์ มะละกอ มะเขือเทศ ข้าวโพดอ่อน</span><br /><span lang="TH">ถั่วงอก อาหารเหล่านี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่น</span> <span lang="TH">ไม่แห้งกร้านได้ดีเยี่ยม</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><br /><b><span lang="TH">โรคสมอง</span> (</b> <span lang="TH">ในเด็ก</span><b> )</b><br /> <span lang="TH"> หมั่นรับประทานวิตามินเค ที่สามารถจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ดีหากเกิดบาดแผล</span><br /><span lang="TH">แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเค คือ ตับ เนย ผักชีฝรั่ง สาหร่ายทะเล กะหล่ำปลี โสม ผักบุ้ง ถั่วหมัก</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><b><span lang="TH">โรคนิ่ว</span></b><br /> <span lang="TH"> สามารถต้านโรคนิ่วด้วยการรับประทานรำข้าวเป็นประจำ เนื่องจากในรำข้าวนั้น</span><br /><span lang="TH">มีโปรตีนที่จะช่วยลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ หากไม่สะดวกในการรับประทานรำข้าวละเอียด ควรนำมาดัดแปลง เป็นขนมหรืออัด</span> <span lang="TH">หมั่นรับประทานข้าวซ้อมมือเสมอๆ ก็จะช่วยต้านโรคนิ่วได้</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br />โรคเบื่ออาหาร</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH"> อาหารที่สามารถขจัดโรคนี้ได้อย่างดีที่สุดก็คือ ไข่ อาหารทะเล ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว</span><br /><span lang="TH">ตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง ถั่วงอก เนย คาร์โบไฮเดรต จำพวกเส้น เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ มะกะโรนี</span><br /><span lang="TH">และสำหรับผลไม้ทีดีคือ มะละกอ ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ กล้วย และเนื้อสัตว์<b><br />โรคไร้เรี่ยวแรง</b></span><br /> <span lang="TH"> คนที่ไม่ค่อยมีกำลังวังชาหรือเพิ่งฟื้นฟูจากผ่าตัดหรือฟื้นจากอาการเจ็บป่วยจะสามารถมีเรี่ยวแรง</span><br /><span lang="TH">กระปรี้กระเปร่าได้ด้วยอาหารเป็นต้นว่า ตำลึง ผักบุ้ง ผักคะน้า ไข่แดง เนื้อวัว และฟักเขียว<b><br />โรคปวดท้อง</b></span><br /> <span lang="TH"> อาการปวดท้องที่มีเป็นประจำเรื้อรังจนเสมือนโรคประจำตัวนั้นสามารถบรรเทาได้ด้วย</span><br /><span lang="TH">การรับประทานผลไม้สดมากๆ และผักสดทุกชนิดเป็นประจำสม่ำเสมอ</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โรคกรดไหลย้อน ... ควรระวัง</span></b><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p><b><span style="font-size: 10pt;" lang="TH">โรคกรดไหลย้อน </span></b><b><span style="font-size: 10pt;">Gastroesophageal Reflux Disease (GERD)</span> </b><span lang="TH"><br />ผศ.นพ.สมชาย ลีลากุศลวงศ์<br />สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร<br />ภาควิชาอายุรศาสตร์<br />คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล </span><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"><o:p></o:p></span></p> <p><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH">โรคกรดไหลย้อน </span>Gastroesophageal Reflux Disease (GERD)<span lang="TH"> เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้ โรคนี้มีความสำคัญคือผู้ป่วยจะมีอาการแสบยอดอกและ/หรือร่วมกับมีภาวะเรอเปรี้ยว (รู้สึกเหมือนมีกรด ซึ่งมีความรู้สึกเหมือนมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือปาก) ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ ในบางรายผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการทางด้านของโรคหู คอ จมูก อาทิ<br />ไอรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่นหอบหืด หรืออาจมาด้วยอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ หรือมีกลิ่นปาก เป็นต้น<o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน <o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การคลายตัวของหลอดอาหารส่วนปลายโดยที่ไม่มีการกลืน พบว่าคนไข้โรคนี้จะมีจำนวนครั้งของภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าในคนปกติ ซึ่งสาเหตุนี้ถือเป็นภาวะสำคัญของโรคนี้ <o:p></o:p></span></p> <ul type="disc"><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าในคนปกติ หรือเกิดมีการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อน ของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดหรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม <o:p></o:p></span></li></ul> <h2><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; font-style: normal;" lang="TH">จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน <o:p></o:p></span></h2> <p><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> อาการสำคัญคืออาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ อาการนี้จะเป็นมากขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้องหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย อาการสำคัญอีกประการก็คือ อาการเรอเปรี้ยว คือมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก โดยคนไข้อาจมีทั้ง 2 อาการหรืออาการใดอาการหนึ่งก็ได้ ในคนไทยที่เป็นโรคนี้บางครั้งอาจพบอาการนี้ไม่ชัดเจนอย่างคนไข้ในแถบตะวันตกหรือในอเมริกา อาการอื่นๆที่อาจพบได้ อาทิ ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียนหรือกลืนลำบากในรายที่เป็นมาก บางรายอาจมาด้วยอาการที่ไม่ใช่อาการของหลอดอาหาร อาทิ เจ็บหน้าอก จุกที่คอ มีอาการคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณคอ เสียงแหบ หรือเจ็บคอเรื้อรัง หอบหืด หรือ หากมีกลิ่นโดยหาสาเหตุไม่ได้ <o:p></o:p></span></span></p> <h2><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; font-style: normal;" lang="TH">โรคนี้พบในเด็กได้ไหม</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; font-style: normal;">?<span lang="TH"><o:p></o:p></span></span></h2> <p> <span lang="TH">สามารถพบโรคนี้ได้ตั้งแต่ทารกจนถึงเด็กโต ในเด็กเล็กอาการที่ควรนึกถึงโรคนี้ได้แก่ อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้ </span> <span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH"><o:p></o:p></span></p> <h2><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; font-style: normal;" lang="TH">จะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร <o:p></o:p></span></h2> <p><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH">โดยปกติแพทย์สาสตร์วินิจฉัยโรคนี้ได้จากอาการดังที่กล่าวมา โดยผู้ป่วยที่มีอาการทั้งแสบยอดอกและ/หรือเรอเปรี้ยว (ทั้งนี้ไม่ควรมีอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอื่น อาทิ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้) แพทย์สามารถวินิจฉัยได้เลยว่าผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนและให้การรักษาเบื้องต้นได้เลย โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม เช่นการส่องกล้องทางเดินอาหาร การกลืนแป้ง การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำดีที่สุดในปัจจุบัน เป็นต้น<o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">จะปฏิบัติตัวอย่างไรถ้าเป็นโรคนี้ <o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> โดยทั่วไปเป้าหมายของการรักษาแพทย์จะมุ่งเน้นให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น รักษาอาการอักเสบของแผลในหลอดอาหารและป้องกันผลแทรกซ้อน การรักษาประกอบไปด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การให้ยา การส่องกล้องรักษาและการผ่าตัด โดยวิธีที่ง่ายทีสุดคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้ <o:p></o:p></span></span></p> <ul type="disc"><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด<br /> อาหารไขมันสูง ช็อคโกแลต <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ระวังไม่ให้น้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเกินไป <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ระวังอาหารมื้อเย็น ไม่กินในปริมาณมากและไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร<br /> อย่างน้อย 3 ชั่วโมง <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้ง <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ไม่ใส่เสื้อรัดรูปเกินไป <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ออกกำลังกายสม่ำเสมอ <o:p></o:p></span></li><li class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว <o:p></o:p></span></li></ul> <h2><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma; font-style: normal;" lang="TH">เมื่อปฏิบัติตัวเบี้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรทำอย่างไร <o:p></o:p></span></h2> <p><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH">ถ้าการปฏิบัติตัวเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมด้วย โดยยาที่ได้ผลดีที่สุด<br />ในปัจจุบันคือยาลดกรดในกลุ่ม </span>Proton pump<span lang="TH"> </span>inhibitors<span lang="TH"> ซึ่งได้ผลดีกว่ายาในกลุ่ม </span>H<span lang="TH">2 </span>blocker receptor<span lang="TH"> </span>antagonist<span lang="TH"> และดีกว่ากลุ่มยาที่กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร โดยที่แพทย์จะให้รับประทานยาในกลุ่มนี้เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ในบางรายที่เป็นมาก อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานาน<br />หลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งอาจจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นแบบช่วงระยะเวลาสั้นๆหรือไม่กี่วันตามอาการที่มี หรือกินติดต่อกันตลอดเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์<br />ในรายที่รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาการรักษาด้วยการส่องกล้องหรือการผ่าตัด<o:p></o:p></span></span></p> <p><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> สำหรับยาในกลุ่มที่มีผลต่อการลดจำนวนการคลายตัวของหูรูดนั้นยังมีอยู่จำนวนไม่มาก และยังมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร<o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=742.msg986#msg986"><span style="color: windowtext;" lang="TH">วิจัยพบผลไม้กระทบเข้ากับเหล้า มีฤทธิ์ต้าน อนุมูล อิสระแรงหนัก</span></a></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">นักวิจัยไทยกับสหรัฐฯต่างศึกษาพบว่า ค็อกเทลซึ่งเป็นเหล้าผสม หากใส่ผลสตรอเบอร์รี่ลงไปด้วย นอกจากจะดื่มอร่อยแล้วยังกลายเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพด้วย อาจช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และข้ออักเสบด้วย</span><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><br /><br /><span lang="TH">นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประเทศไทยและสำนักวิจัย กระทรวงเกษตร สหรัฐฯ รายงานผลการศึกษาในวารสาร </span>“<span lang="TH">วิทยาศาสตร์การอาหารและเกษตรกรรม</span>” <span lang="TH">ว่า ผลไม้ที่ใส่ลงในค็อกเทล เมื่อโดนเข้ากับแอลกอฮอล์ในเหล้าที่ผสมชนิดต่างๆ จะยิ่งขับคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระของมันให้สูงยิ่งขึ้นอีก </span>1 <span lang="TH">ใน </span>3<br /><br /><span lang="TH">สารอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลออกซิเจนซึ่งไวต่อปฏิกิริยาเคมี และทำลายเยื่อของดีเอ็นเอกับเซลล์ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคต่างๆอยู่อย่างกว้างขวาง เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุใหญ่ ของความแก่ชราด้วย</span><br /><br /><span lang="TH">นักวิจัยของทั้งสองชาติค้นพบโดยบังเอิญ ขณะศึกษาค้นคว้าหาวิธีเก็บรักษาผลสตรอเบอร์รี่ให้คงนาน โดยเมื่อเอาลงไปแช่แอลกอฮอล์ กลับทำให้มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระของมันเพิ่มขึ้น</span><br /><br /><span lang="TH">อย่างไรก็ตาม ดร.แฟรงกี ฟิลลิปส์ แห่งสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษ กล่าวแสดงความเห็นเป็นเชิงเตือนว่า ให้ระวังพิษภัยของแอลกอฮอล์ในค็อกเทล จะไปกลบคุณประโยชน์ของการต่อต้านอนุมูลอิสระของผลไม้ไปเสีย</span></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;"> <b><span lang="TH">วิตามินเสริม</span></b></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;" lang="TH">เราจำเป็นต้องกินวิตามินเสริม หรือไม่ </span></b><b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;">? </span></b><span style="font-size: 10pt; color: windowtext;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;"> </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 12pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินเอ มีประโยชน์ต่อสายตา นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตตามปกติ ช่วยเสริมสร้างกระดูก สารเคลือบฟัน การเจริญอาหารและการสร้างเม็ดเลือดแดงและขาว<br /></span> <span lang="TH">ถึงตอนนี้ หลายคนมีคำถามในใจว่า </span>"<span lang="TH">แล้วฉันจำเป็นต้องกินวิตามินเสริมด้วยหรือ</span>?"<br /><br /><span lang="TH">ถ้าคุณได้รับประทาน</span><a href="http://www.pop.co.th/food/recipe.phtml?status=::menu,26,TH"><span style="color: windowtext;" lang="TH">อาหาร</span></a><span lang="TH">ที่อุดมไปด้วยวิตามินเออยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็น แต่อย่าลืมว่าการเพาะปลูกในปัจจุบันที่เหล่าชาวไร่ชาวสวนล้วนใช้สารเคมีกำจัดแมลงทั้งสิ้น แน่นอนว่าต้องซึมซาบเข้าไปถึงเนื้อใน ทางแก้ก็คือปลอกเปลือกหนา ๆ ทิ้งไป แต่น่าเสียดายที่สารอาหารที่สำคัญหลายชนิดอยู่ผิวในใกล้เปลือกก็ถูกปอกทิ้งไปด้วย</span> <span lang="TH"><br /><br /></span> <span lang="TH"> ทางออกของคนรุ่นใหม่ ที่ง่าย และสะดวก น่าจะเป็นวิตามินเสริมที่มาในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ซ้ำงานวิจัยหลายชิ้นยังบ่งบอกว่า วิตามินเอที่ได้จากสัตว์ (เรตินอล) สามารถระงับมะเร็งในทางเดินหายใจได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเนื้อร้ายลดน้อยลงด้วย<br /><br /></span> <span lang="TH"> วิตามินเอ มีประโยชน์อย่างนี้นี่เอง... แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจ กินแบบไม่บันยะบันยังนะครับ จำสูตรที่พวกเราท่องกันสมัยอยู่มัธยมได้ไหม </span><b>"<span lang="TH">เอ ดี อี เค"</span></b><span lang="TH"> ละลายในไขมัน มันจึงสามารถละลายสะสมในไขมันตามร่างกาย ฉะนั้นถ้ารับประทานเข้าไปมาก ๆ ก็สะสมทำให้เกิดอันตรายได้</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=847.msg1111#msg1111"><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">วิธีการถนอมดวงตา</span></a> <o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">วิธีการถนอมดวงตา</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><br /><span lang="TH">น่าสนใจดีโดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันหรือ ใช้ปาล์มบ่อยๆ</span><br /><br /><span lang="TH">วิธีนี้คิดค้นขึ้นโดยจักษุแพทย์ชาวอเมริกันชื่อว่า</span><br /><span lang="TH">นายแพทย์ วิลเลียม เอช. เบตส์ (ค.ศ.</span> 1860-1931)<br /><br /><span lang="TH">วันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า</span><br /><span lang="TH">เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟ</span><br /><span lang="TH">วางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ</span><br /><span lang="TH">โค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตน</span><br /><span lang="TH">หลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาที</span><br /><span lang="TH">พอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไป</span><br /><span lang="TH">แถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย</span><br /><br /><span lang="TH">จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ</span><br /><span lang="TH">เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น</span><br /><span lang="TH">นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ</span> Perfect Sight without<br />Glasses <span lang="TH">เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต</span><br /><span lang="TH">แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลาย</span><br /><span lang="TH">ทั่วยุโรปและอเมริกา</span> "<span lang="TH">วิธีของเบตส์" มี </span>7 <span lang="TH">ท่าด้วยกัน</span><br /><br /><span lang="TH">ท่าที่ </span>1 <span lang="TH">ครอบดวงตา</span><br /><span lang="TH">โค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ</span><br /><span lang="TH">ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตา</span><br /><span lang="TH">นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น</span><br /><span lang="TH">วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเล</span><br /><span lang="TH">อยู่ในท่านี้สัก </span>10 <span lang="TH">นาที</span><br /> <!--[if !supportLineBreakNewLine]--><br /> <!--[endif]--><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><span lang="TH">ท่าที่ </span>2 <span lang="TH">สร้างจินตภาพ</span><br /><span lang="TH">ต่อจากท่าที่ </span>1 <span lang="TH">ยังคงครอบดวงตาอยู่</span><br /><span lang="TH">สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใส</span><br /><span lang="TH">มีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น</span><br /><span lang="TH">มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวย</span><br /><span lang="TH">เห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจน</span><br /><span lang="TH">สายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเองจะช่วยเยียวยาสายตาจริงๆ</span><br /><span lang="TH">ของเราได้เป็นอย่างดี</span><br /><br /><span lang="TH">ท่าที่</span> 3 <span lang="TH">กวาดสายตา</span><br /><span lang="TH">มองแบบไม่ต้องจ้อง</span> (<span lang="TH">คนสายตาสั้นมักจ้องและเขม้นตา)</span><br /><span lang="TH">กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง</span><br /><span lang="TH">ทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย</span><br /><br /><span lang="TH">ท่าที่ </span>4 <span lang="TH">กะพริบตา</span><br /><span lang="TH">ฝึกนิสัยให้กะพริบตา </span>1-2 <span lang="TH">ครั้ง ทุก ๆ </span>10 <span lang="TH">วินาที</span><br /><span lang="TH">ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง</span><br /><span lang="TH">โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ยิ่งจำเป็น</span><br /><br /><span lang="TH">ท่าที่</span> 5 <span lang="TH">โฟกัสภาพใกล้และไกล</span><br /><span lang="TH">เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด</span><br /><span lang="TH">ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกัน</span><br /><span lang="TH">ตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าสัก </span>3 <span lang="TH">นิ้ว (</span>7.5 <span lang="TH">ซม.)</span><br /><span lang="TH">โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อยๆ</span><br /><span lang="TH">เมื่อโอกาสอำนวย</span><br /><br /><span lang="TH">ท่าที่</span> 6 <span lang="TH">ชโลมดวงตา</span><br /><span lang="TH">ตื่นนอนทุกเช้าใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่น สัก </span>20<br /><span lang="TH">ครั้ง สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก </span>20 <span lang="TH">ครั้ง</span><br /><span lang="TH">ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น</span><br /><span lang="TH">การจบด้วยน้ำเย็น</span><br /><span lang="TH">ทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน</span><br /><span lang="TH">ก่อนเข้านอนให้วักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่ง</span><br /><span lang="TH">แต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่น</span><br /><span lang="TH">จะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลาย ก่อนเข้านอน</span><br /><br /><span lang="TH">ท่าที่ </span>7 <span lang="TH">แกว่งตัว</span><br /><span lang="TH">ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่ แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวา</span><br /><span lang="TH">ถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกลๆ</span><br /><span lang="TH">แต่ไม่ต้องจ้อง</span><br /><span lang="TH">ปล่อยให้จุดที่เรามองแกว่งไปมาซ้ายขวาตามการแกว่งตัว</span><br /><span lang="TH">ท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พักและมีการปรับตัวดีขึ้น ทำบ่อย ๆ</span><br /><span lang="TH">เมื่อมีโอกาส เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้</span><br /><br />"<span lang="TH">วิธีของเบตส์"</span><br /><span lang="TH">ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่าเป็นการฝึกดวงตา</span><br /><span lang="TH">ที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก...</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="text-indent: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;"> <b><span lang="TH">สัญญาณอันตราย</span></b></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ในขณะที่คุณโตขึ้นทุกวันนั้น พ่อแม่ของคุณก็แก่ลงเรื่อยๆเช่นกัน คุณเคยตั้งคำถามอยู่ในใจหรือไม่ว่า </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">“<span lang="TH">คุณควรจะดูแลท่านอย่างใกล้ชิดเมื่อไหร่ แล้วสุขภาพท่านยังดีอยู่หรือไม่</span>” <span lang="TH">ในบางครั้งพ่อแม่ของคุณอาจไม่ยอมรับว่าท่านต้องการคนคอยดูแล ซึ่งต่อไปนี้คือ </span>5 <span lang="TH">สัญญาณ ที่บ่งบอกได้ว่า ถึงเวลาที่พ่อแม่ของคุณต้องการคนดูแลช่วยเหลือแล้ว</span></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br />1. <span lang="TH">ดูว่าน้ำหนักของพวกท่านลงบ้างหรือเปล่า</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">หลายคนเข้าใจผิดว่าผอมแล้วจะสุขภาพดี ซึ่งในทางกลับกันถ้าน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มันเป็นลางบอกคุณแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติในร่างกายของคุณ ซึ่งน้ำหนักที่ลดลงของพ่อคุณก็สามารถชี้ให้เห็นว่าพวกท่านอาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น โรคมะเร็ง โรคจิตเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคขาดสารอาหาร หรือแม้กระทั้งโรคหัวใจล้มเหลวก็อาจเป็นได้<span style=""> </span>วิธีสังเกตุง่ายๆ คือ ดูจากชีวิตประจำวันของท่านว่าเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ เช่น พ่อแม่ของคุณยังมีแรงทำกับข้าว หยิบตะหลิวหรือไม่ อ่านฉลากสินค้าที่มีตัวอักษรเล็กๆออกหรือเปล่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจจะทำให้คุณตระหนักได้ว่าท่านมีอาการผิดปกติทางร่างกาย</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /><br />2. <span lang="TH">พวกท่านทำงานบ้านได้เหมือนเดิมหรือไม่</span><br /><span lang="TH">คุณควรหมั่นตรวจดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในบ้านที่พ่อแม่คุณอยู่บ้างหรือไม่ เช่น บ้านขาดการดูแล หลอดไปไม่เปลี่ยน สนามหญ้าไม่ตัด หนักสือพิมพ์ไม่เก็บมาจากหน้าบ้าน จานไม่ได้ล้างหลายๆวัน เครื่องทำความร้อนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดอยู่ตลอดเวลา<span style=""> </span>มองด้านความปลอดภัย พ่อแม่ของคุณสามารถเดินขึ้นลงบันไดชันๆได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า แล้วพวกท่านเคยบอกคุณหรือเปล่าว่าท่านเคยล้มหรือได้รับบาดเจ็บอะไรตรงไหนบ้าง<span style=""> </span>อีกทั้งคุณควรจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงในการได้ยินและการมองเห็นของพ่อแม่คุณไว้เสมอๆ เช่น ท่านสามารถอ่านคำแนะนำบนซองหรือขวดยาได้อย่างชัดเจนหรือเปล่า ท่านได้ยินเสียงเวลาคนพูดชัดเจนหรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้เป็นตัวเตือนที่น่ากลัวว่าร่างกายท่านอาจจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น</span><br /><br /> <span lang="TH">โดยสิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เราได้รู้ถึงสุขภาพร่างกายของพวกท่าน เช่น</span><br />- <span lang="TH">ก้นหม้อที่ไหม้เกรียมอาจแสดงให้เห็นว่า พ่อแม่คุณอยู่ในภาวะจิตเสื่อม คือลืมว่าตัวเองกำลังทำกับข้าว<br />อยู่ที่เตา</span><br />- <span lang="TH">ละเลยการทำงานบ้านอาจหมายถึง พวกท่านกำลังหดหู่ ทำให้สูญเสียแรงกระตุ้นในการทำงานบ้านต่างๆ</span><br />- <span lang="TH">ไม่มีการเปลี่ยนหลอดไฟอาจแสดงว่า สุขภาพร่างกายของพวกท่านไม่ค่อยสู้ดีแล้ว ทำให้พวกท่านไม่สามารถบำรุงรักษาบ้านได้เหมือนเดิม ซึ่งความปลอดภัยของพ่อแม่คุณเป็นสิ่งสำคัญที่คุณคววรระมัดระวังมากที่สุด และควรคิดวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ล่วงหน้า<br /></span><br />3. <span lang="TH">พวกท่านดูแลตัวเองได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า</span><br /><span lang="TH">พ่อแม่ของคุณสามารถทำกิจวัตรประจำวันของท่านได้เหมือนเดิมหรือไม่ เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว<br />หรือแม้กระทั่งการดูแลความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า หากพวกท่านไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้<br />เหมือนเดิมอาจแสดงให้เห็นได้ว่าพวกท่านมีปัญหาด้านสุขภาพแล้ว<br /></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">4. <span lang="TH">สุขภาพจิตของพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง</span><br /><span lang="TH">หมั่นสังเกตุอารมณ์ของพวกท่านว่า มีอาการอารมณ์แปรปรวนหรือไม่ หดหู่ โศกเศร้า หรือเหงาบ้างหรือเปล่า พยายามซักถามพวกท่านบ้างว่าท่านรู้สึกอย่างไร คอยคุยกับท่านเรื่องกิจกรรมพี่พวกคุณทำกัน บอกพ่อแม่ของคุณไปเลยถ้าคุณคิดว่าพวกท่านดูซึมเศร้าหรือหดหู่ แล้วพยายามสนับสนุนให้พวกท่านไปพบแพทย์ แล้วเล่าความรุสึกของพวกท่านให้แพทย์ฟัง<br /></span></span><span style="font-family: Tahoma;"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">5. <span lang="TH">พวกท่านเดินไปมาสะดวกหรือไม่</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ในบางกรณีที่พ่อแม่ของคุณอาจจะประสบกับโรคกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โรคเกี่ยวกับข้อต่อ และโรคอื่นๆ ของผู้สูงอายุ ทำให้ยากที่จะเคลื่อนย้ายตัวไปที่อื่น คุณควรให้ความสนใจเกี่ยวกับการเดินของพวกท่าน<br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">หากท่านเดินลำบาก ไม่สามารถเดินได้ในระยะปกติ หรือต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าท่านมีปัญหาเกี่ยวกับเข่า หรือสะโพกซึ่งทำให้ยากต่อการเดิน อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการหกล้ม บาดเจ็บ และสามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดอัยตรายจากการเกิดอุบัติเหตุคือ การใช้อุปกรณ์ช่วย<br />เดิน และทำบ้านให้ปลอดภัยต่อการเดินมากยิ่งขึ้น</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=346.msg428#msg428"><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">สุดยอดคำถาม...ที่คุณ(จำเป็น)</span><span style="color: windowtext;" lang="TH"> </span><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">ต้องรู้</span><span style="color: windowtext;" lang="TH"> </span></a><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">กินหวานมากทำให้ผิวเหี่ยว จริงหรือ</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">?<br /><br /> <span lang="TH">จริง เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป มันจะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เกิดภาวะผิวเครียด นำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน และเหี่ยวย่นในที่สุด</span><br /><br /><span lang="TH">คนผิวแห้งมีโอกาสเกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน จริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">จริง เพราะคนผิวแห้งขาดซีบัม หรือสารไขมัน กลไกปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร คนผิวแห้งควรดูแลทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิว</span><br /><br /><span lang="TH">เอาน้ำแข็งถูหน้า ก่อนนอนจะทำให้หายมันได้ จริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">ไม่จริง แก้ปัญหาหน้ามันให้ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วใบหน้า ไม่ต้องล้างออก น้ำเมือกจะแห้งไปภายใน </span>5-10 <span lang="TH">นาที ทำก่อนนอน หน้าก็หายมัน</span><br /><br /><span lang="TH">สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้เหงื่อออกเยอะทำให้ผอมเร็วจริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">ไม่จริง เหงื่อออกเยอะคือ ภาวะร่างกายโดนความร้อนแล้วระบายออกมา ไม่ใช่การเผาผลาญไขมัน พอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็เท่าเดิม</span><br /><br /><span lang="TH">การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส จริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">จริง การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆ ค้างไว้นับ </span>1-30 <span lang="TH">แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นจะทำให้โลหิตบริเวณหนังศีรษะ และใบหน้าหมุนเวียนดียิ่งขึ้น ส่งผลกระทบให้ผิวหน้าดูสดใส</span><br /><br /><span lang="TH">การฝึกกลั้นหายใจ ชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ จริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">จริง การหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงหายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ </span>2 <span lang="TH">ครั้ง ครั้งละ </span>20 <span lang="TH">นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัยและรอยคล้ำได้</span><br /><br /><span lang="TH">การร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ จริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">ไม่จริง หัวเราะต่างหากที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีให้หมดไปได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ถึง </span>20% <span lang="TH">ถ้าได้หัวเราะวันละสัก </span>10-15 <span lang="TH">นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานมาก ถึง </span>50 <span lang="TH">แคลอรี</span><br /><br /><span lang="TH">ใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำ ทำให้ขาใหญ่จริงหรือ</span>?<br /><br /> <span lang="TH">จริง เพราะช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษให้เข้ากับสภาพอากาศ เมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น ทำให้เกิดเซลลูไลท์</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><b><span style="font-size: 9pt; font-family: Tahoma;"><a href="http://www.ohozaa.com/webboard/index.php?topic=332.msg406#msg406"><span style="font-size: 14pt; color: windowtext;" lang="TH">อันตรายจากนมวัวที่คุณคาดไม่ถึง</span></a> <o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">นายแพทย์บรรจบ นักธรรมชาติบำบัดของไทยเผยว่า...."ผม ก็เหมือนกับ แพทย์คนอื่น ๆ ที่ร่วมส่งเสริม ให้คนไทย กินเนื้อ นม ไข่ ตั้งแต่เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ที่ผมจบใหม่ ๆ นั่นเป็นสมัยที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ขาดโปรตีน และแคลอรี แต่ทุกวันนี้ ปัญหาสุขภาพ คนไทย เปลี่ยนไป คนไทย ตายด้วยโรค หัวใจ- หลอดเลือด เป็นอันดับแรก ๓๐% ของประชากร เป็นโรคอ้วน ๕๐% ของประชากร มีไขมันเลือดสูง โรคเหล่านี้ มีสาเหตุจาก การกินล้นเกิน และกินผิดส่วน แม้แต่ปัญหาสุขภาพ ของเด็ก เด็กอายุต่ำกว่า ๖ ปี ในโรงเรียนเอกชน มีโคเลสเทอรอลสูง ๒๕% เด็กวัย ๖-๑๕ ปี มีโคเลสเทอรอลสูง ๗๐% เนื่องจากเด็กๆ ดื่มนม กินฟาสต์ฟู้ด แบบตะวันตกนั่นเอง</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br />....."<span lang="TH">ในอีกด้านหนึ่ง เรากำลังเจอ มรสุมเศรษฐกิจ ทราบไหมว่า ทุกวันนี้ เราเสียเงินตรา ซื้อนม จากต่างประเทศ ปีละ นับหมื่นล้านบาท ถ้าเรา ละเลิก การดื่มนมได้ อาศัยอาหารพื้นบ้าน ที่ให้คุณค่า ได้พอๆ กัน ก็ช่วยชาติ ได้อีกทางหนึ่ง นี่คือประเด็นใหม่ ในวันนี้ ที่ทำให้ผม ต้องยกมือ เสนอความเห็นว่า คนไทยวันนี้ ไม่จำเป็นต้องดื่ม นม (วัว)</span><br />....."<span lang="TH">ประเด็นแรก ที่คนไทย ไม่ควรดื่มนม คือ นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคอ้วน ไขมันสูง โรคหัวใจหลอดเลือด ประเด็นนี้ ใช้สามัญสำนึก ตรองดู ก็รู้ นมวัว มาจากสัตว์ จึงมีโคเลสเทอรอล และกรดไขมันอิ่มตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคอ้วน ไขมันเลือดสูง โรคหัวใจหลอดเลือด งานวิจัยของ มูลนิธิ อุตสาหกรรมนม สหรัฐฯ ก็ยืนยันเรื่องนี้</span><br />....."<span lang="TH">ประเด็นที่ ๒ นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคภูมิแพ้ ลำไส้ใหญ่อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ หอบหืด</span><br />....."<span lang="TH">นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ กลุ่มโรคภูมิแพ้ เรื่องนี้ ยืนยันด้วย งานวิจัยมากมาย กลไกของการแพ้ เป็นได้หลายสาเหตุ เช่นแพ้แล็กโตสในนม ซึ่งคนเอเชีย ๘๐% ไม่มีน้ำย่อยตัวนี้ แพ้แบบนี้ จะแสดงด้วย อาการท้องเสีย แต่มักเป็นอยู่ไม่นาน ร่างกาย จะสร้างเอมไซม์ ออกมาเอง</span><br />....."<span lang="TH">แต่แพ้อีกกรณีหนึ่ง คือแพ้เคซีน และ </span>Beta lactoglobulin <span lang="TH">ในนม ซึ่งจะเกิด อาการแพ้ มากน้อย ตามแต่ละบุคคล นักวิชาการบางคน อาจบอกว่า เคซีน เป็นโปรตีนธรรมดา จะถูกย่อยเป็น กรดอะมิโน ไปหมด แท้ที่จริงแล้ว โปรตีน แต่ละแห่ง ใช่จะถูกย่อย และดูดซึม ไปใช้ได้หมด ภาษา โภชนาการ มีคำว่า </span>Net Protein Utilization <span lang="TH">เนื้อสัตว์มี </span>NPU <span lang="TH">๖๗% แปลว่า มีอีก ๒๓% ที่ดูดซึมไม่ได้ นมมี</span> NPU <span lang="TH">ที่ ๘๒% แปลว่ามี ๑๘% ที่ดูดซึมไม่ได้ จะถูก แบคทีเรีย ย่อยสลาย ทำให้เกิดสาร</span> immune complex <span lang="TH">ก่อภูมิแพ้ตัวใหม่ ๆ ขึ้น คนที่ท้องผูก อุจจาระที่แข็ง จะครูดผ่าน เยื่อบุลำไส้ ทำให้ สารประกอบโปรตีน เหล่านี้ หลุดเข้าสู่ร่างกาย ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ ต่อไป</span><br />....."<span lang="TH">ประเด็นที่ ๓ นม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคกระดูกผุ ประเด็นนี้ เป็นเรื่องแปลกใหม่ ที่ชวนคิด เรามักคิดว่า นมเป็นแหล่งของ แคลเซียม ย่อมจะดี สำหรับป้องกัน โรคกระดูกผุ แต่แท้ที่จริง อาหาร ที่มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ในอัตราส่วน ๒ : ๑ หรือมากกว่านั้น จึงจะดี เช่น นมแม่ มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ๒.๓๕ : ๑ ถือว่า ดีกับทารก ส่วนนมวัว มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ๑.๒๗ : ๑ ฟอสฟอรัสที่สูงเกิน จะกระตุ้นให้ พาราไทรอยด์ หลั่งฮอร์โมน ดึงแคลเซียม จากกระดูก ไปสมดุลกับ ฟอสฟอรัส นี่เป็นข้อคิด จาก นายแพทย์ แฟรงก์ ออสกี หัวหน้าฝ่าย กุมารเวช ศูนย์การแพทย์ อัพเสท มหาวิทยาลัย นิวยอร์ก</span><br />....."<span lang="TH">นอกจากนี้ ภาวะโปรตีนล้นเกิน จะก่อให้เกิด การสูญเสียแคลเซียม ออกทางปัสสาวะ ทุกวันนี้ คนไทย กินเนื้อสัตว์ ซึ่งมี ฟอสฟอรัส สูงกว่า แคลเซียม ๘-๒๐ เท่า การดื่มนม เพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่ง ซ้ำเติมภาวะ สูญเสียแคลเซียม จากกระดูกได้</span><br />....."<span lang="TH">สี่ประเทศ ที่ดื่มนม มากที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐฯ สวีเดน ฟินแลนด์ และ สหราชอาณาจักร กลับมีแนวโน้ม โรคกระดูกผุ สูงขึ้นทุกปี ตรงกันข้ามกับ ประเทศที่ดื่มนมน้อย เช่นใน แอฟริกา โรคกระดูกผุ กลับไม่ปรากฏ กรณีศึกษา ผู้หญิงบันดู ในแอฟริกา ซึ่งกินโปรตีน ไม่ถึงครึ่ง ของชาวอเมริกัน ทั้งสูญเสีย แคลเซียม ด้วยการ ให้นมลูก ถึง ๑๐ คน ตลอดชีวิตของเธอ แต่ปรากฏว่า โรคกระดูกผุ กลับพบน้อยมาก</span><br />....."<span lang="TH">ประเด็นต่อมา นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็ง งานวิจัย ทางระบาดวิทยา หลายชิ้น ยืนยันเรื่องนี้ เช่น นายแพทย์ไมเคิล ฮินด์ฮีด สถาบันวิจัย โภชนาการ แห่งชาติเดนมาร์ก ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ประเทศเดนมาร์ก ถูกปิดล้อม เขาเสนอให้ รัฐบาลของเขา เปลี่ยนแปลง ระบบ เกษตรกรรม จากเลี้ยงวัว มาปลูกข้าวไรย์ ข้าวสาลี ประชากร ก็ลดการ บริโภคนมลง ปรากฏว่า ช่วงสามปีจาก ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๗ อัตราการเป็น มะเร็ง ของชาวเดนมาร์ก ลดลงถึง ๓๔ % เลยทีเดียว</span><br />....."<span lang="TH">อีกชิ้นหนึ่ง เป็นงานของ ตากาวา เขาศึกษา อาหาร ของคนญี่ปุ่น นับตั้งแต่ แพ้สงครามโลก ครั้งที่ ๒ อเมริกา เข้าไปส่งเสริมชีวิต แบบ ชาวอเมริกัน ด้วยเวลา ๒๕ ปี นับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๗๕ เขาพบว่า คนญี่ปุ่น ดื่มนมเพิ่มขึ้น ๑๕ เท่า กินเนื้อสัตว์ เพิ่มขึ้น ๗.๕ เท่า ลดการกิน ข้าว ลง ๗๐ % ผลก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่น ป่วยเป็น มะเร็งปอด เต้านม ลำไส้ใหญ่ เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓๐๐ % กรณีเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นกับ คนไทยในปัจจุบัน</span><br />....."<span lang="TH">หลังสุด การประชุม ที่จัดโดย กองทุนวิจัย มะเร็งโลก</span> (WCRF) <span lang="TH">และ สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติสหรัฐฯ (</span>AICR) <span lang="TH">ซึ่งรวบรวม ผลวิจัย นับพันๆ ชิ้น แล้วสรุป เมื่อปี ๑๙๙๗ นี้เองว่า มีปัจจัย เพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็ง หลายอย่าง รวมทั้งนม และผลิตภัณฑ์นมเนย</span><br />....."<span lang="TH">นักวิชาการบางคน แก้ต่าง ให้แก่นมว่า ที่ฝรั่ง เกิดมะเร็งมาก เพราะเขาดื่มนมมาก ถึงปีละ ๑๕๐ ลิตร/คน/ปี เกินความต้องการของ ร่างกาย แต่คนไทย ยังดื่มนมน้อย พร้อมกันนั้น ก็เสนอว่า เด็กไทย ควรดื่มนม วันละ ๒-๓ แก้ว ผู้สูงอายุ ดื่มวันละ ๑-๒ แก้ว ข้อเสนอนี้ ช่างขัดแย้งในตัวเอง อย่างยากจะเข้าใจยิ่ง ลองคำนวณดูซิครับ ดื่มคนละ ๑๕๐ ลิตร/ปี เฉลี่ยแล้ว เท่ากับ ๔๑๐ ซีซี/วัน หรือ ๑.๖๔ แก้ว เท่านั้นเอง นั่นยังถือว่า ฝรั่ง ดื่มนม เกินความต้องการของ ร่างกาย อยู่แล้ว แต่ นักวิชาการไทยเหล่านี้ กลับยืนยัน ให้คนไทย ดื่มนมวันละ ๒-๓ แก้ว</span><br />....."<span lang="TH">ถามว่า ถ้าคนไทยไม่กินนม จะได้ สารอาหาร จำเป็น จากไหน... ก่อนอื่น ไขมันในนม ไม่พึงพิสมัยอยู่แล้ว มีแต่จะทำให้ ไขมันล้นเกิน</span><br />....."<span lang="TH">โปรตีนในนม แท้จริงนม ๑ แก้ว ให้โปรตีน ๘.๕ กรัม ถ้ากิน น่องไก่ ๑ ชิ้น (๑๐๐ กรัม) จะได้โปรตีน ๒๑ กรัม แค่นี้ ก็เห็นได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่ง โปรตีน จากนม</span><br />....."<span lang="TH">แคลเซียม ในนม แท้จริงนม ๑๐๐ กรัม ให้แคลเซียม ๑๑๘ มิลลิกรัม ส่วนนม ที่ผสม แคลเซียม จะให้ ๑๖๐ มิลลิกรัม ทีนี้ถ้าดู อาหาร พื้นบ้าน ของไทย จะเห็นว่า มีแหล่ง แคลเซียม มากมาย หลักง่ายๆ คือ กุ้งแห้ง ปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อย เป็นแหล่งแคลเซียม มากกว่านม ๑๓-๒๓ เท่า งาดำคั่ว ให้แคลเซียม มากกว่านม ๑๔ เท่า ผักต่างๆ ให้แคลเซียม มากกว่านม ๓-๔ เท่า เต้าหู้ มีแคลเซียม มากกว่านม ๒ เท่า กินเต้าหู้ ๑ ก้อน ให้แคลเซียม เท่ากับ นม ๑ แก้ว</span><br />....."<span lang="TH">ตรงนี้ นักวิชาการบางคน พยายามจะชี้ว่า ถึงผักต่าง ๆ จะมี แคลเซียม มากกว่า แต่สารไฟเตต ในผัก จะกีดกัน การดูดซึมแคลเซียม คนไทย จึงต้องพึ่งพา นม ต่อไป แท้จริง ประเด็นดังกล่าว เป็นความเชื่อ สมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๑ และ ๒ แต่ภายหลัง เมื่อปี ๑๙๖๒ องค์การ </span>FAO <span lang="TH">และ </span>WHO <span lang="TH">ก็ร่วมกัน ประกาศว่า ในชนชาติที่ กินธัญพืช เป็นประจำ ร่างกาย จะมีเอมไซม์ ไฟเตส ย่อยสลาย ไฟเตต ได้ ร่างกาย จึงสามารถ ดูดซึมแคลเซียมได้ จากพืชผักท้องถิ่น ที่กินกันอยู่</span><br />....."<span lang="TH">ผมคิดว่า นมถั่วเหลือง น่าจะเข้ามา ทดแทนได้ ในแง่ของ แหล่งโปรตีน เพราะนมถั่วเหลือง ๑ แก้ว ให้โปรตีน ๗ กรัม น้อยกว่า นมวัว เพียงเล็กน้อย ถั่วเหลือง มีสาร ไฟโตอิสโตรเจน ช่วยลดอาการ ใกล้หมดประจำเดือน ช่วยป้องกัน มะเร็ง อีกด้วย</span><br />....."<span lang="TH">เมื่อกว่า ๔๐ ปีที่แล้ว นายแพทย์ยงค์ ชุติมา ในนามของ กระทรวงสาธารณสุข เคยรณรงค์ ให้คนไทย ปลูกถั่วเหลือง อย่างแพร่หลาย และให้ ทำนมถั่วเหลือง ดื่มกัน ถือเป็น "</span>meat for the poor" <span lang="TH">เวลานี้ ประเทศไทยของเรา กำลังวิกฤต พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริม ทิศทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราจะ หันมาหา การปลูกถั่วเหลือง ส่งเสริมคนไทย กินผลิตภัณฑ์ จากถั่วเหลือง เงินตรา ไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ</span><br />....."<span lang="TH">กาลเวลาเปลี่ยนไป ปัญหาเปลี่ยนไป ทั้ง นักวิชาการ และรัฐบาล ควรปรับนโยบาย ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ เพื่อสุขภาพของ ประชาชน และเศรษฐกิจ ของประเทศชาติครับ"</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาบผิวให้สวยผ่อง</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">การอาบน้ำ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆที่ไม่น่าจะมีรายละเอียดอะไรมากมาย แต่จะอาบอย่างไรให้ผิวพรรณของคุณที่นอกจากจะ สะอาดหมดจดแล้ว ยังนุ่มเนียน สดใส ไม่แห้งแตก สนใจแล้วสิคะ </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">?</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /> <span lang="TH">ประการแรก ต้องให้ความสนใจกับอุณหภูมิของน้ำที่จะอาบก่อนค่ะ เพราะอุณหภูมิของน้ำจะมีความสัมพันธ์กับระบบการไหลเวียนโลหิตตลอดจนระบบการหายใจของเราค่ะ ส่วนคุณจะเลือกอุณหภูมิของน้ำ<br />ที่จะอาบอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็และสภาพอากาศเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีข้อดี<br />แตกต่างกันไปค่ะ</span><br /><br /> <span lang="TH">น้ำร้อน หากคุณเป็นคนขี้หนาว หรือเข้าหน้าหนาวมาก ก็เหมาะที่จะอาบน้ำร้อน อุณหภูมิที่กำลังดี<br />ก็คือ </span>38-40 <span lang="TH">องศาเซนเซียสค่ะ แต่ไม่ควรจะอาบน้ำในอุณหภูมินี้นานติดต่อกันเกินกว่า </span>10-15 <span lang="TH">นาทีนะคะ และเมื่ออาบเสร็จแล้ว หลังจากเช็ดตัวให้แห้งแล้ว ก็ลูบไล้ผิวด้วยครีมบำรุงผิว เพื่อป้องกันผิวแห้งจากการสูญเสียไขมันไปกับการอาบน้ำ แล้วก็จิบน้ำชาร้อนๆเสียหน่อย ก็จะอุ่นไปทั้งตัวค่ะ</span><br /> <br /> <span lang="TH">น้ำอุ่น หากหนาวน้อยหน่อย ก็ใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิระหว่าง </span>27-34 <span lang="TH">องศาเซนเซียสค่ะ ซึ่งจะทำให้<br />ร่างกายผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีทีเดียว และคุณสามารถใช้เวลาในการอาบนาน </span>20 <span lang="TH">นาที - </span>1 <span lang="TH">ชั่วโมง<br />เลยละค่ะ</span><br /><br /> <span lang="TH">น้ำเย็น ในช่วงอากาศร้อนแสนร้อน แน่นอนว่าคุณคงต้องการอาบน้ำเย็นให้ชื่นฉ่ำหัวใจ ซึ่งอุณหภูมิ<br />ที่แนะนำก็คือ </span>21-27 <span lang="TH">องศาเซนเซียสค่ะ แต่ก็ไม่ควรจะอาบนานนะคะ น้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อ<br />และผิวพรรณตึงตัวได้ดี ระบบการหายใจดี ลดความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้ดีค่ะ<br /></span><br /> <span lang="TH">สำหรับผู้ที่ใช้อ่างอาบน้ำ สิ่งที่จะกระซิบบอกเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสดชื่นแก่ผิว ก็คือ การใส่น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่คุณชอบ หรืออาจจะเพิ่มเกลืออาบน้ำลงไปด้วย ก็จะยิ่งหอมสดชื่นขึ้นค่ะ หากมีเวลามากพอ<br />ก็ใช้ สูตรน้ำผึ้งอาบน้ำ เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลให้แก่ผิวพรรณ ด้วยสูตรง่ายๆคือ ใช้น้ำผึ้งแท้ </span>1 <span lang="TH">ช้อนโต๊ะผสมในน้ำอุ่น แล้วแช่ตัวลงไปในอ่างอาบน้ำ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วละคะ<br /></span><br /> <span lang="TH">ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการอาบน้ำแบบใด พึงระลึกไว้เสมอว่า สบู่ ครีมอาบน้ำที่คุณจะเลือกใช้นั้น ควรจะ<br />เป็นชนิดที่อ่อนโยนต่อผิว รวมทั้งใช้อุปกรณ์ขัดผิว เช่น ใยบวบ</span>, <span lang="TH">หินขัด ฯ ขัดเซลที่ตายให้หลุดลอก<br />ออกไป เพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใสได้อย่างเต็มที่ยังไงละคะ</span><br /> <span lang="TH">สิ่งที่ไม่ควรจะลืมหลังจากอาบน้ำและเช็ดตัวแล้วทุกครั้ง ก็คือ การลูบไล้ผิวทั่วเรือนร่างด้วย น้ำมันบำรุงผิว หรือ ครีมบำรุงผิวทุกครั้งค่ะ และหากคุณจะต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดร้อนภายนอก ก็ควรจะใช้ครีมบำรุงผิวชนิดที่ป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตด้วยนะคะ ผิวผ่องจะได้อยู่กับคุณนานๆค่ะ</span></span><span style="font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><br /></span><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาหารกับสิว</span></b><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></b></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">สิว เป็นโรคสำหรับคนหนุ่มสาวก็ว่าได้ เพราะเรามักพบเห็นคนเป็นสิวเมื่ออยู่ในช่วงวัยรุ่น และจะ ค่อย ๆ ลดน้อยลงเมื่ออายุพ้น </span></b><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">25 <span lang="TH">ปี ไปแล้ว </span></span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">แต่ข้อสรุปนี้...ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากบางคนเกิดมา สิวสักเม็ดบนใบหน้าก็ไม่เคยได้สัมผัส<br /></span> <span lang="TH">ในขณะที่บางคนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา ค่ารักษาสิวกันแบบจะล่มจะจมกันไปเลยก็มี <o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">สำหรับคนเป็นสิว เรามักมีคำพูดปลอบใจติดปากที่ติดหูมาจากโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า สิว...เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งก็ช่วยลดความกังวลใจเบื้องต้นลงได้ระดับหนึ่ง <o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">แต่ถ้าต้องการลดทั้งความกังวลใจ และปริมาณสิว ก็ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคกันดูสักตั้ง<br />เผื่ออะไรอะไรบนใบหน้าจะดีขึ้นมาบ้าง เพราะสิวมีความสัมพันธ์กับผิวหน้าที่มีความมัน และความมันที่<br />เกิดขึ้นบนใบหน้าก็มีความสัมพันธ์กับอาหารการกิน <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> ผิวหน้าที่มีความมันนั้น เกิดจากต่อมไขมันบนใบหน้าผลิต</span></span><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"> </span><span style="font-family: Tahoma;">Sebum (<span lang="TH">ไขมันที่ถูกขับจากต่อมที่เรียกว่า </span>Sebaceousglamg)<span lang="TH"> มากเกินไป ซึ่งการผลิต </span>Sebum<span lang="TH"> ในปริมาณมากนั้น เป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศชายหรือที่เรียกว่า </span></span><b><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เทสโทสเตอโรน</span></b><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"> ซึ่งสร้างจากอัณฑะผู้ชายและต่อมหมวกไตในผู้หญิง ฮอร์โมนตัวนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นต่อมน้ำมันที่ผิวหน้าให้สร้างน้ำมันออกมามาก จนทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน และเกิดเป็นสิวในที่สุด </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /><span style=""> </span>ฉะนั้น หากคุณรับประทานอาหารไขมันมาก </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">Sebum<span lang="TH"> ก็จะถูกผลิตมาก สิวก็จะมากตามไปด้วย ถ้าคุณเป็นคนผิวธรรมดา </span>Sebum<span lang="TH"> ก็จะถูกผลิตไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็เห็นได้ชัดเจนถึงการผุดเพิ่มของเม็ดสิว อันเนื่องมาจากการรับประทานอาหารมัน คนเป็นสิวจึงไม่ควรรับประทานอาหารมันมาก <o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal"><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> นอกจากนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ประกอบด้วยไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นม เนย ครีม เพราะไขมันอิ่มตัวทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนที่ใบหน้าได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจึงมักแนะนำให้คนที่เป็นสิวมาก เลือกใช้</span></span><b><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">น้ำมันพืชชนิดที่มีไขมันไม่อิ่มตัว</span></b><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"> ลดไขมันสัตว์และน้ำมันพืชชนิดไฮโดรจิเนต (</span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">Hydrogenated Vege<span lang="TH"> <o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;">le Oil)<span lang="TH"> หรือที่เรียกว่า ไขมันแปลงสภาพ ซึ่งนิยมใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูป เพราะช่วยให้อาหารมีหน้าตาดีและรสชาติดีกว่าการใช้น้ำมันพืช <o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 72pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt;"><span style="font-family: Tahoma;"> <span lang="TH"> และในผู้ชายยังพบว่า การรับประทาน</span></span><b><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาหารหวาน แป้ง น้ำตาล</span></b><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"> โดยเฉพาะพวกขนมอย่างเช่น </span><b><span style="font-size: 14pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง น้ำอัดลม</span></b><span style="font-family: Tahoma;" lang="TH"> เรียกได้ว่า เป็นอาหารแสลงเฉพาะบุคคล ซึ่งก็ต้องอาศัยการสังเกตตัวเอง ว่าตนแสลงกับอาหารประเภทไหนก็พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนั้น </span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">เมื่อหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารแสลงสิวกันได้แล้ว ก็ลองมาเพิ่มอาหารที่ช่วยบรรเทาการเกิดสิวกันดูบ้าง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ๆ เช่น </span><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">ข้าวกล้องหรือพืชผักผลไม้</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"> <o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-left: 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <span lang="TH">2 แรงแข็งขันกันขนาดนี้ แล้วยังจะเป็นสิวเต็มหน้าอีก ก็เห็นทีต้องพาสิวไปพบหมอกันแล้วแหละ แต่ก่อนไปก็อย่าลืมว่า...สุขภาพดีต้องเริ่มที่ตัวเรา <o:p></o:p></span></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 12pt 36pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH"><o:p> </o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาหารการกิน</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">โภชนาการเพื่อสุขภาพคนรุ่นใหม่ศึกษาเรื่องอาหารมีประโยชน์ มีคำถามเสมอว่ากินผักนี้ดีอย่างไร กินอะไรจึงจะไม่เป็นโรคหัวใจ กินตับดีไหม ความดันสูงต้องกินอะไร ความดันต่ำกินอะไรดี ความสนใจตรวจสุขภาพ ทำให้มีโอกาสได้รับคำเตือนล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้เกิดโรค มีการกินอาหารเพื่อควบคุมโรค แม้แต่เพื่อรักษาโรค อาหารเพื่อสุขภาพจะเป็นอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนและสามารถ ป้องกันโรคได้</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style="margin-bottom: 12pt;"><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"> <br /> <span lang="TH"> อาหารไทยเดี๋ยวนี้ได้ชื่อใหม่ไปแล้ว เป็นอาหารสมุนไพร ยำสมุนไพร ลาบสมุนไพร แกงสมุนไพร ไข่เจียวสมุนไพร ใช้คำว่าสมุนไพรพร่ำเพรื่อ อยากเห็นคนขายเรียกชื่อเครื่องปรุงหลักที่ใส่ในอาหาร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ ยำตะไคร้ ลาบปลาช่อน แกงคั่วใบยอ ไข่เจียวใบบัวบก การออกชื่อเครื่องปรุงหลักจะช่วยให้ผู้บริโภคเดาลักษณะของอาหารได้ ไม่ใช่ต้องกินก่อนจึงจะบอกได้ว่าใส่อะไรบ้าง ของดีของคนหนึ่งอาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง พืชสมุนไพรที่คนหนึ่งหอม อาจจะเหม็นสำหรับอีกคนหนึ่ง ถ้าเหม็นเสียแล้วถึงจะมีประโยชน์ก็ไม่กิน<br /></span><br /> <span lang="TH">อาหารมีประโยชน์คืออาหารที่กินแล้วแข็งแรง ไม่อ้วน สุขภาพดีไปด้วยกันกับความสวยงาม คนอยากสวยกินอาหารที่ทำให้แข็งแรงและสวยงาม คนสวยต้องไม่อ้วนมากหรือผอมมาก ผิวดี ผมสวย เล็บสวย ฟันดี ต้องได้กินอาหารที่มีผัก ผลไม้สดมากๆ ไขมันน้อย ได้น้ำมันจากถั่วเหลือง รำข้าว เมล็ดดอกทานตะวัน มากกว่าจากเนย มะพร้าว และไขวัว<br /></span><br /> <span lang="TH">ข้าวกล้องมีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว คนส่วนมากไม่ชินกับข้าวกล้อง ต้องฝึกให้กินทีละน้อย อาจผสมกับข้าวขาวก่อน ทุกอย่างต้องการความเคยชิน เด็กเริ่มหัดกินอาหารจะไม่ชอบกินข้าว ต้องหัดอยู่นานหลายเดือนจึงจะกินข้าวได้ เมื่อกินข้าวแล้ว ต้องหัดกินกับข้าวอีก ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะกินแกงที่มีรสเผ็ดได้ ถ้ากินข้าวกล้องครั้งแรกไม่อร่อย ลองค่อยๆกินต่อไป นานเข้าจะอร่อยจนไม่ยอมกินข้าวขาว<br /></span><br /> <span lang="TH">กินข้าวกล้องส่งเสริมสุขภาพดีกว่า กับข้าวทุกชนิด ในแต่ละมื้อ เรากินข้าวมากกว่ากับข้าว ที่มาของสารอาหารที่เราได้รับส่วนมากมาจากข้าว หัดกินข้าวกล้องให้ชิน จะรักษาสุขภาพได้ง่ายกว่ากินอย่างอื่นๆ บางทีต้องเลือกซื้อแบบที่อร่อย ไม่ต้องลำบากพยายามกิน มีข้าวกล้องอร่อยขาย ทำจากข้าวหอมมะลิ หุงเหมือนหุงข้าวขาวธรรมดา ไม่ต้องแช่น้ำล่วงหน้า ไม่ต้องหุงนานเป็นพิเศษ อาจมีการขัดสีออกบางส่วน แต่ยังอร่อย ได้กินบ่อยๆจะชอบมากกว่ากินข้าวขาว<br /></span><br /> <span lang="TH">ข้าวกล้องมีเส้นใยอาหารมากกว่าข้าวขาว เมื่อหุงสุกแล้วไม่เกาะกันแน่น ตักข้าวกล้องจานหนึ่งมีข้าวน้อยกว่าข้าวขาว ใช้เวลาเคี้ยวกินมากกว่าเพราะไม่นุ่มเท่าข้าวขาว ทำให้กินข้าวน้อยลง แต่อิ่มเท่ากัน กินข้าวกล้องจึงไม่อ้วน เส้นใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งทางเดินอาหารทำให้อาหารผ่านลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่สะสมสารพิษในร่างกาย<br /></span><br /> <span lang="TH">อาหารไทยเกือบทุกจานมีพริกไทย พริกสด กระเทียม หัวหอม รากผักชี เป็นส่วนประกอบ ไม่ต้องบอกว่าเป็นอาหารสมุนไพร เราก็ใส่สมุนไพรอยู่แล้ว การผสมกระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกเข้าด้วยกัน ทำให้อาหารมีกลิ่นหอม ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันเครื่องปรุงเหล่านี้มีสรรพคุณทางยาด้วย<br /></span><br /> <span lang="TH">พริกไทย ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และกระตุ้นประสาท</span><br /> <span lang="TH">กระเทียม ช่วยระบายไขมันในเลือด แก้ความดันสูง เส้นเลือดเปราะ แก้ท้องเสีย ขับลมและขับเหงื่อ ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ บำรุงหัวใจ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ช่วยย่อย ฆ่าเชื้อในปากและลำคอ</span><br /> <span lang="TH">หัวหอม ใช้ขับลม แก้หวัดคัดจมูก หยุดการลุกลามขยายตัวของเซลล์มะเร็ง แก้โรคตา โรคไข้กำเดา</span><br /> <span lang="TH">รากผักชี ช่วยขับลม บำรุงหัวใจ กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ แก้คลื่นไส้ อาเจียน</span><br /> <span lang="TH">พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้าสด ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย ให้วิตามินซี บำรุงผิวหนังและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงกระดูกและฟัน แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร<br /></span><br /> <span lang="TH">คนรุ่นใหม่หัดกินอาหารที่ปรุงแบบไทย ต้มยำเป็นอาหารยอดนิยมจนแพร่หลายไปในต่างประเทศ ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ขายดีที่สุดของร้านอาหารไทย อาจเกิดจากเป็นของชอบของคนไทย เป็นอาหารที่ทำได้เร็ว เหมาะที่จะมีขายในร้านอาหาร ไม่ว่าจะกินข้าวกับอะไร ต้มยำกุ้งช่วยให้คล่องคอ ให้รสกลมกล่อมและให้น้ำ ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำมะนาว พริกขี้หนู ล้วนทำให้อร่อยและช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด แน่นท้อง<br /></span><br /> <span lang="TH">อาหารไทยเป็นอาหารที่กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ พริก หอม กระเทียม เป็นเครื่องปรุงหลักของอาหารไทย เพียงเปลี่ยนชนิดของพริก เพิ่มตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด หรือใบมะกรูด ใส่กะปิ จะเป็นแกงอย่างใหม่ ในแกงไทยมีเครื่องหอมต่างๆผสมกัน ใส่ในจำนวนมากพอที่จะเพิ่มสารอาหารและเส้นใยอาหาร ประกอบกับเนื้อสัตว์และผัก ทำให้เป็นอาหารที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีไขมันน้อย กินกับข้าวกล้องจะให้สารอาหารทุกอย่างที่ร่างกายต้องการ กินได้บ่อยโดยไม่อ้วน</span><br /> <br /> <span lang="TH">คนรุ่นใหม่กินข้าวกับแกงเลียงผักรวม แกงส้มดอกแคใส่ผักบุ้ง ยำต่างๆ ส้มตำมะละกอ กินข้าวกับน้ำพริก ผักสด ผักต้ม มีปลาย่าง ไก่ย่าง ตับย่าง หมูย่าง สำหรับเพิ่มรสและเพิ่มสารอาหารโปรตีน ไม่ดื่มน้ำหวาน ไม่ใส่รสหวานในกับข้าว รับรสหวานของพืชผักต่างๆตามธรรมชาติ กินผลไม้แทนขนมหวาน หลีกเลี่ยงขนมพวกแป้งทอด อาหารชุบแป้งทอดที่ทำให้อ้วนเพราะมีแต่แป้งกับน้ำมัน คนรุ่นใหม่จะแข็งแรง รูปร่างดีและอายุยืน</span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><b><span style="font-size: 13.5pt; font-family: Tahoma;" lang="TH">อาหารแฝงที่ทำให้อ้วน</span></b><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p></o:p></span></p> <p style="text-align: justify;"><strong><span style="font-size: 8pt; font-family: Tahoma; color: windowtext;" lang="TH">หลายๆคนอาจจะบอกว่า ตัวเองไม่ได้กินพวกของมันๆ กินแต่ผักและผลไม้ และอาหารแคลอรีต่ำๆ ทำไมหนอ ยังอ้วนอยู่อีก</span></strong><strong><span style="font-size: 8pt; font-family: Tahoma; color: windowtext;"> </span></strong><b><span style="font-size: 8pt; color: windowtext;" lang="TH"><br /></span></b><span style="font-size: 8pt; color: windowtext;" lang="TH"><br /></span><span style="font-size: 8pt; color: windowtext;"> </span><span style="font-size: 9pt; color: windowtext;" lang="TH">พอถามไปลึกๆกลับพบว่า คนเหล่านี้ยังชอบอาหารพวกขนมขบเคี้ยว กินอาหารว่างบ่อยๆ หรือชอบนะละที่จะกินขนมหวานหรือ ไอศกรีม ยังไม่พอ น้ำเปล่าไม่เคยสน ล่อแต่น้ำอัดลม หรือ ไป </span><span style="font-size: 9pt; color: windowtext;">Drink <span lang="TH">แอลกอฮอล์บ่อยมาก พวกเหล่านี้แหละครับที่เรียกว่า อาหารแฝงที่ทำให้อ้วน</span> <span lang="TH"><br /><br /></span> <span lang="TH">ใครชอบขนมขบเคี้ยวที่เป็นซองๆ ชอบมากที่จะกินไปดู </span>TV <span lang="TH">ไป หรืออย่างตอนนี้บอลโลก เชียร์อังกฤษ บราซิล </span>(<span lang="TH">ตกรอบหมดแล้ว</span>) <span lang="TH">ต้องมีขนมขบเคี้ยวโดยเฉพาะพวกมันฝรั่งทอดนี้ชอบสุดๆ เผลอๆ กินเพลินกว่าจะจบการแข่งขันล่อไป 2-3 ซองใหญ่ๆ คุณรู้เปล่าว่า ของพวกนี้บางที มีแคลอรีมาก</span><br /><br /> <span lang="TH">อย่าง มันฝรั่งทอดกรอบ 100 กรัม ปาเข้าไป 560 </span>Cal <span lang="TH">หรืออย่าง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว 100 กรัม ก็ ล่อไป 597 </span>Cal <span lang="TH">ใครชอบเมล็ดอัลมอนต์คั่ว พึกสำเหนียกว่า 100 กรัม ก็ 627 </span>Cal <span lang="TH">หรืออยากหุ่นดีเพราะชอกโกแลต จะบอกให้ว่า 100 กรัม ปาเข้าไป 528 </span>Cal<br /><br /> <span lang="TH">ใครกิน 3 ซอง ก็เข้า 3 คูณแล้วกัน เห็น </span>Cal <span lang="TH">แล้วหลายๆคนคงพากันสลบ เพราะกินเข้าไปเป็นพัน นี้เฉพาะอาหารว่างนะนี้นะ</span> <span lang="TH"><br /><br /></span> <span lang="TH"> มาดูพวกชอบสวาปามอาหาร </span>fast food <span lang="TH">บ้าง อันนี้หลายๆคนน่าจะรู้ว่าเป็นตัวมหันตภัยของความอ้วนจริงๆ เพราะแค่ แฮมเบอร์เกอร์ไก่ ขนาด 147 กรัมก็ปาเข้าไป 450 </span>Cal <span lang="TH">หรือแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ 150 กรัม ก็ 385 </span>Cal <span lang="TH">ใครไปกินพิซซ่าบ่อยพึงสังวรเถิดว่าเจ้านี้แหละที่เป็นตัวสร้างพุงดีที่สุด เพราะว่า ขนาด 375 กรัม </span>Cal <span lang="TH">พุ่งกระฉูดถึง 876 </span>Cal <br /><br /> <span lang="TH">มาดูไอติมที่หลายๆคนบอกว่าไม่น่าจะมี</span> Cal<span lang="TH"> เท่าไรมั้ง 100 กรัมก็ปาเข้าไปเนาะๆ 176 </span>Cal <span lang="TH">หรืออย่างพวกขนมหวาน ลูกหวาด 100 กรัม ก็ 314 </span>Cal <span lang="TH">แยมสตอร์เบอร์รี่ก็ 100 กรัม 264 </span>Cal<span lang="TH"> บางคนบอกว่าดูไปไม่เห็น </span>Cal<span lang="TH"> เยอะ แต่อย่าลืมว่าพวกนี้คุณไม่ได้กินเป็นอาหรหลักแน่ๆ แต่กินเป็นของหวานหลังจานหลัก</span> <span lang="TH"><br /></span> <span lang="TH"> ส่วนใครบางคนลดน้ำหนักได้เพราะเลิกดื่มน้ำอัดลม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เร่องน่าประหลาดใจ เพราะว่า หากใครชอบกินน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าแล้วสามารถเลิกได้ หมายถึงว่าคุณสามารถลด </span>Cal <span lang="TH">ในแต่ละวันได้ถึง 600-800 </span>Cal <span lang="TH">เลยทีเดียวเชียวค่ะ<br /></span> <span lang="TH"> แล้วบางคนนะ อุตส่าห์อดอาหาร แต่ชอบเที่ยวกลางคืน ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ทั้งแอลกอฮอล์ แล้วพวกของแกล้มที่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกของทอดน้ำมัน หรือเนื้อสัตว์ที่มันเยิ้มๆ จะไม่อ้วนได้ไงจริงไหม นอกเสียจากว่า ไปเที่ยวจะกินน้ำเปล่ากับอาหารชีวจิต ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีใครทำ อ้อ ขอบอกหน่อยว่า เบียร์นะค่ะ 1 ขวดใหญ่ ก็ประมาณ 320</span> Cal <span lang="TH">พวกคอแข็งๆ ล่อไป 3-5 ขวดก็รับ </span>Cal <span lang="TH">ไป 960-1600 </span>Cal <span lang="TH">นี้เฉพาะเบียร์นะ ยังไม่รวมกับแกล้ม </span><o:p></o:p></span></p> <p style="text-align: justify;"><span style="font-size: 9pt; color: windowtext;"> <span lang="TH"> <strong><span style="font-family: Tahoma;">มาถึงตรงนี้คงบางอ้อหลายคนว่า ถึงลดอาหารหลักกินเท่าแมวดม แต่กินของว่างเพลินๆก็อ้วนได้เหมือนกันเด้อคะเด้อ </span></strong></span><o:p></o:p></span></p> <p class="MsoNormal" style=""><span style="font-size: 10pt; font-family: Tahoma;"><o:p> </o:p></span></p> <p style="text-indent: 14.2pt;"><b><span style="font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">ควบคุมน้ำหนักอย่างไรไม่ให้กลับมาอ้วนอีก</span></b><b><span style="font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;"><br /></span></b><span style="font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;" lang="TH">รูปร่างสวยด้วยโภชนาการจากพืชพรรณธรรมชาติ </span><span style="font-family: &quot;Microsoft Sans Serif&quot;;">100% <span lang="TH">หมดปัญหากับส่วนเกินไม่ได้มาตรฐาน ด้วยโปรแกรมการดูแลสุขภาพ ให้สารอาหารครบถ้วน ปรับสมดุลของร่างกาย กำจัดไขมันส่วนเกิน ไม่ใช่ยา ไม่ต้องอดอหาร ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ต้องออกกำลังกายหักโหม ได้รับผลเร็ว และง่ายสำหรับทุกท่าน</span><br /><span lang="TH">ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ทั้ง </span>65 <span lang="TH">ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย มีผู้ใช้โปรแกรมมากกว่า </span>40 <span lang="TH">ล้านคนทั่วโลกในทุกๆวัน</span><br /><span lang="TH">เรามีโปรแกรมที่เหมาะสมกับคุณ</span><br />- <span lang="TH">โปรแกรมรักษาสุขภาพ</span><br />- <span lang="TH">โปรแกรมเพิ่มน้ำหนัก</span><br />- <span lang="TH">โปรแกรมควบคุมน้ำหนักและลดส่วนเกิน</span><br />- <span lang="TH">โปรแกรมบำรุงผิวพรรณ</span><br />- <span lang="TH">โปรแกรมการเตรียมตัวสำหรับเจ้าสาว-เจ้าบ่าว</span><br />- <span lang="TH">โปรแกรมสำหรับสตรีตั้งครรภ์และหลังคลอด ฯลฯ</span><br /><span lang="TH">ทั้งนี้เราเจ้าหน้าที่คอยดูและและติดตามผลการเข้าโปรแกรมอย่างใกล้ชิด และรับประกันผลภายใน </span>30 <span lang="TH">วัน หากไม่ได้ผลยินดีคืนเงินเต็มจำนวนต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเราได้ที่</span><br /><a href="http://www.beauth-healthy.com/">http://www.beauth-healthy.com</a><br /><span lang="TH">ทางเรายินดีให้คำปรึกษาฟรี และไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น</span> <o:p></o:p></span></p><div class="blogger-post-footer"><img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7232296491698238499-9220023973173888099?l=1beautyandwellness.blogspot.com'/></div>Beauty &amp; Wellnesshttp://www.blogger.com/profile/09186852374590504129noreply@blogger.com0