10 วิธี ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย และนี่เป็น 10 วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานค่ะ
1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ
"ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงค่ะ
2. ขยับตัว
อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ 30 นาที อย่างปกติก็ 1 ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง(แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้) และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที
3. กิน
ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้
4. งดน้ำตาล
เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว
5. อย่าลืมกินอาหารเช้า
เป็นความจริงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่
6. กินอาหารเผ็ดร้อน
เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้
7. ดื่มชาเขียว
เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ
8. ดื่มน้ำเยอะๆ
จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ 1 2 3 3 1 อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า 1 2 3 3 1 ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว ตอนสายอีก 2 แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก 3 แก้ว ตอนเย็น 3 แก้ว และก่อนนอนอีก 1 แก้ว
การดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว ...ดีต่อสุขภาพ
อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่น้ำจะเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะต้องดื่มน้ำเพราะความจำเป็น แต่ในความเป็นจริง น้ำ เป็น “อาหารอันวิเศษ” ที่ช่วยในการดูแลรูปลักษณ์อย่างถาวร
ต้องทำน้ำเพื่อให้ไตทำงาน
ไตไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเราทานน้ำไม่เพียงพอ เมื่อไตไม่สามารถทำงานได้
ตามปกติ ตับก็จะเป็นตัวที่ต้องทำงานหนักขึ้น หน้าที่หลักของตับก็คือ ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันที่สะสม
ในร่างกายให้เกิดเป็นพลังงาน แต่ตับต้องมาทำหน้าที่ของไต ทำให้มันไม่สามารถทำหน้าที่หลักได้อย่าง
เต็มที่ ด้วยเหตุนี้เอง จำทำให้เกิดการเผาผลาญไขมันได้น้อยลง และยิ่งเพิ่มการสะสมไขมันในร่างกาย
มากขึ้น และทำให้การดูแลรูปลักษณ์หยุดชะงักลง
กักน้ำด้วยน้ำ
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นการรักษาของเหลวไว้ได้ดีที่สุด เมื่อร่างกายได้รับน้ำน้อย มันจะรับรู้ว่า
จะต้องรักษาความอยู่รอดไว้โดยจะต้องรักษาน้ำไว้ทุกหยด ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ในที่ว่างพิเศษใน
โพรงเล็กๆ (ภายนอกเซลล์) ซึ่งจะเห็นได้จากอาหารบวมที่เท้า มือ และขา การขับปัสสาวะจะช่วยให้ดีขึ้น
ชั่วคราว และจะบังคับให้ร่างกายเกิดความรู้สึกว่าจะต้องมีน้ำเข้ามากักเก็บไว้พร้อมกับความต้องการสารอาหารที่สำคัญบางชนิด เมื่อร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ อาการที่เกิดขึ้นก็จะหายเป็นปกติ วิธีที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการขาดน้ำในร่างกาย ก็คือเราจะต้องดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อที่ร่างกายจะมีน้ำไว้ใช้ยามขาดแคลน หากคุณมีปัญหาร่างกายขาดน้ำอาจมาจากสาเหตุที่ร่างกายได้รับปริมาณเกลือมากเกินไป ร่างกายของเราจะสามารถรับปริมาณโซเดียมได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่การกำจัดปริมาณเกลือที่ทานเข้าไปเกินความต้องการนั้นสามารถทำได้ง่าย เพียงแต่ดื่มน้ำให้มากขึ้นเท่านั้น เพราะน้ำจะช่วยให้ไตขับโซเดียมออกมา คนที่มีน้ำหนักมากร่างกายต้องการน้ำมากกว่าคนผอม คนตัวใหญ่จะมีการเผาผลาญที่มากกว่า น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก เพราะน้ำเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน
น้ำยังช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเรามีความชุ่มชื้น และยังทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหลังจากการดูแลรูปลักษณ์ เซลล์ขนาดเล็กสามารถลอยตัวอยู่ได้ด้วยน้ำทำให้ผิวหนังดูเปล่งปลั่งและสดใส ชุ่มชื้น น้ำยังช่วยกำจัดของเสีย ระหว่างการดูแลรูปลักษณ์ร่างกายจะมีของเสีย โดยเฉพาะไขมันที่จะต้อง
กำจัดออก ซึ่งถ้าหากร่างกายมีน้ำเพียงพอก็สามารถกำจัดของเสียเหล่านี้ออกมาได้มาก
น้ำช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
น้ำสามารถช่วยไม่ให้ท้องผูก หากร่างกายได้รับน้ำน้อย ทำให้ขับถ่ายลำบาก ซึ่งทำให้เกิดท้องผูก แต่สามารถช่วยให้หายได้ โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอ
ได้มีการค้นพบว่าน้ำมีส่วนช่วยในการดูแลรูปลักษณ์ ร่างกายไม่สามารถทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์หาก
ได้รับน้ำไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเผาผลาญไขมันที่สะสม หากร่างกายเก็บน้ำไว้มากจะดูได้จากการ
ที่มีน้ำหนักเกิน แต่แก้ไขได้โดยการดื่มน้ำเพิ่มขึ้น การดื่มน้ำมากขึ้นจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการดูแล
รูปลักษณ์ ดื่มน้ำเท่าไหร่จึงจะพอ? โดยเฉพาะควรดื่มน้ำ 8 แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
ควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นอีก และจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหากคนๆ นั้น ชอบออกกำลังกาย หรืออยู่ในที่ๆมีอาการ
ร้อน หรือแห้ง น้ำเย็นจะถูกดูดซึมในร่างกายได้เร็วกว่าน้ำอุ่น บางหลักฐานแนะนำว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเผาผลาญแคลลอรี่ ในการที่จะใช้ประโยชน์จากการดื่มน้ำเพื่อช่วยในการลดน้ำหนักให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดควรปฏิบัติ ดังนี้
เช้า ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง
บ่าย ดื่มน้ำหนึ่งควอต ทุก ๆครึ่งชั่วโมง
เย็น ดื่มน้ำหนึ่งควอต ระหว่างเวลา 5 โมงเย็นถึง 2 ทุ่ม
เมื่อร่างกายได้รับน้ำ มันจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ร่างกายจำเป็นต้องรักษาระดับของของเหลวให้สมดุลย์ไว้ ซึ่งเรียกว่า "breakthrough Point" ซึ่งหมายถึง ต่อมเอ็นโดซีนจะสามารถทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อการรักษาระดับของเหลวในร่างกายเบาบางลงเนื้องจากสูญเสียน้ำ ไขมันจำนวนมากจะถูกนำมาใช้
เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากตับมีอิสระในการทำหน้าที่เผาผลาญไขมันที่สะสม ทำให้เกิดความรู้สึกกระหายน้ำ รู้สึกหิวตลอดเวลา หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการขาดความสมดุลย์ในการรักษาระดับของเหลวในร่างกาย ซึ่งจะทำให้คุณมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพื่อกลับคืนสู่สภาพปกติคุณจะต้องดื่มน้ำจำนวนมากขึ้น
ข้อห้ามของคนอยากผอม
1. ห้ามอด
อย่าไปเชื่อว่า การอดมื้อ กินมื้อแบบยาจกนั้น จะทำให้คุณผอมเพรียวลงได้Denise Austin ผู้เขียนเรื่อง "Loose Those Last 10 Pounds " บอกว่า การที่คุณอดอาหารไปบางมื้อ จะทำให้ระบบการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำงานได้ช้าลง ยิ่งทำให้อัตราการเผาผลาญไขมัน ทำได้น้อยลงตามไปด้วยอย่างนี้ อดแทบตาย ก็มีแต่จะเป็นลมล้มพับ แต่ไม่ยักกะผอมเสียทรง
2. ห้ามผัดวันประกันพรุ่ง
อย่าพยายามหาเหตุผลมาผัดวันประกันพรุ่ง เช่น วันนี้มีงานเลี้ยงที่บ้านเจ้านาย ขอกินให้พุงกางก่อน
พรุ่งนี้ค่อยเริ่มลดใหม่ แต่หารู้ไม่ ไม่มีวันพรุ่งนี้ที่รอคอย เพราะวันต่อมา คุณอาจมีเหตุผล(ในการกิน)
ก็ยัยแก้วเพื่อนซี้นะสิ ชวนไปหม่ำกับแกล้มแถมเลี้ยงเบียร์แก้วโต ไม่ไปก็กลัวเพื่อนจะงอน แล้วในที่สุด
คุณก็ยังไม่ได้เริ่มคุมน้ำหนักอย่างที่ฝันไว้ สรุปว่า ถ้าอยากหุ่นดี ก็ควรเริ่มลงมือทันที แต่ก็ไม่ต้องถึงกับยอมหักดิบ ค่อยเป็นค่อยไป และไม่ควรใจอ่อนกับตัวเอง สักวันหนึ่งคุณก็จะผอมได้ชัวร์
3. ห้ามใจร้อน
ก็แหม ! กว่าที่คุณจะอ้วนฉุได้ขนาดนี้ ก็คงใช้เวลาไม่น้อยหรอกน่า เพราะบางคนอาจจะเผลอลืม
คืนวันที่เคยผอมไปแล้วนี่ การที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินลง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในชั่วข้ามคืน แม้ว่าคุณ
จะไม่สามารถที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลง 5 กิโล ภายใน 2 สัปดาห์ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ ลองให้เวลามากขึ้น
อีกหน่อย อาจจะ 2 เดือน หรือ3 เดือน หากคุณไม่ถอดใจไปเสียก่อน คุณก็มีสิทธิ์เป็นสาวหุ่นดีได้แน่
4.ห้ามขี้เกียจ
รู้ ๆ อยู่ว่า ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นเพรียว ก็ต้องหมั่นออกแรง ให้เสียเหงื่อกันหน่อย แต่วิธีนี้กลับเป็นทางออกสุดท้ายที่จอมขี้เกียจอย่างเรา ๆ คิดจะเลือก ก็มัวไปถามหายาลดความอ้วน ที่ไม่ได้ช่วยให้คุณผอม
ได้ในระยะยาว และยังมีผลข้างเคียงที่น่าหวาดกลัวมิใช่น้อย สรุปว่าถ้าอยากผอมจริง ๆ ก็ต้องขยัน
ขยับตัว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องออกแรง เรียกเหงื่อหลาย ๆ หยดหน่อย เพราะการออกกำลังกาย
เป็นหนทางเดียวที่ช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินของคุณได้อย่างปลอดภัย และหวังผลได้ชัวร์ๆ ด้วยสิ
ถ้าอยากประกาศศึกกับความอ้วนจริง ๆ ห้ามขี้เกียจเป็นอันขาด
5. ห้ามแตะน้ำอัดลม
เครื่องดื่ม รสซ่า เต็มฟอง เย็นเจี๊ยบสักกระป๋อง อาจทำให้คุณรู้สึกเต็มที่กับชีวิต แต่เครื่องดื่มชนิดนี้
ก็หนักแคลอรี่อย่าบอกใครเชียว ซ้ำร้ายยังเป็นภัยเงียบที่กัดกร่อนความแข็งแกร่งของกระดูกลงทุกวัน
ซึ่งอาจทำให้คุณกลายเป็นสาวกระดูกพรุนในวันข้างหน้าได้ หันมาดื่มน้ำเปล่าแทนจะดีกว่า ช่วยดับ
กระหายคลายร้อนได้ดีไม่แพ้กัน แถมยังถูกสตางค์ และไม่มีแคลอรี่ไห้หนักตัว
6. ห้ามคลายเครียดด้วยการกิน
จะเหงาใจ กลัดกลุ้ม หรือรู้สึกย่ำแย่แค่ไหน ควรหาทางออกด้วยการฟังเพลง เดินเล่น พูดคุยกับใครสักคนที่รักเรา (จริง ๆ) ดีกว่าการหันหน้าพึ่งพาขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน หรือไอศกรีม ซึ่งอาจช่วยบำบัดอารมณ์ได้เพียงชั่ววูบ แต่ก็ทำให้คุณอ้วนแบบไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายต้องมานั่งหน้าหมองกับหุ่นอันแสนฉุไปอีกหลายเดือน
ไม่คุ้มน่า อย่าเสี่ยง
7. ห้ามตามใจปาก
ถ้าอยากคุมน้ำหนักตัวให้อยู่หมัดจริง ๆ อย่าได้เผลอตามใจปากบ่อยนัก ควรคิดก่อนกินเสมอ อะไรที่
ควรกิน อะไรที่กินได้ แต่อย่าบ่อยนัก อะไรที่ควรเลี่ยงไปเลย ก็ต้องทำเมินกันจริง ๆ แล้วคุณจะเป็น
สาวหุ่นดีแบบถาวร
ง่าย ๆ แค่นี้เราเชื่อว่าคุณทำได้แน่ แล้วอย่างนี้ใคร ๆ ก็คงเลิกเรียกน้องหมูแล้วล่ะ จริงไหม
งานบ้านเผาผลาญแคลอรี
1. แทนที่คุณจะนำเสื้อผ้าไปจ้างร้านซักรีด จัดเวลาสัปดาห์ละครั้ง รีดผ้าของคุณเอง เพื่อไม่ให้เบื่อ
อาจทำไปพร้อม ๆ กับดูทีวีรายการโปรดไปด้วย
2. แทนที่คุณจะนำรถไปให้ศูนย์บริการทำความสะอาดให้ การลงมือทำความสะอาดรถ ล้างรถ ดูดฝุ่น
ด้วยตัวคุณเอง เลือกช่วงเย็น พอมีแดดอ่อน จะเป็นวิธีออกกำลังกายที่ได้ผลดีทีเดียว
3. การปัดกวาดบ้าน ถูพื้น รวมทั้งทำความสะอาดบานประตู หน้าต่าง ให้สะอาดใสแจ๋วนั้น จะช่วยบริหาร
ช่วงไหล่ ต้นแขน ขา และหลังส่วนบนได้ค่ะ ในระหว่างที่ทำก็อาจจะเปิดเพลงสนุกๆ ดนตรีเร้าใจจะทำให้
คุณทำงานบ้านด้วยอารมณ์สนุกสนาน เพลิดเพลิน งานบ้านที่เคยน่าเบื่อ ก็จะเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่ทำให้
คุณสดชื่นขึ้นได้ค่ะ
ปริมาณแคลอรี่ที่ใช้ในวลา 1 ชั่วโมง
ทำกับข้าว 176 แคลอรี่
รีดผ้า 120 แคลอรี่
ปัดฝุ่น 191 แคลอรี่
ทำสวน 400 แคลอรี่
เช็ดถูบานหน้าต่าง 250 แคลอรี
งานบ้านมีประโยชน์มากกว่าที่คิด
มีผลการศึกษาของ มหาวิทยาลัยโทรอนโท ในแคนาดา ระบุว่า ผู้หญิงที่มักอ้างว่า เธอมีภาระหนักอึ้ง
กับงานในบ้าน จนแทบไม่มีเวลาไปยิมนั้น จริง ๆ แล้วงานบ้านที่พวกเธอทำ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าที่เธอคิด ผลการศึกษายังยืนยันด้วยว่ากิจกรรมของงานบ้านที่พวกเธอทำ ใช้แคลอรี่มากถึง
82 % ของพลังงานทั้งหมดที่เธอใช้ในแต่ละวัน
นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาของทีมนักวิจัยของ
งานบ้านมีประสิทธิภาพ ในการเผาผลาญแคลอรี่ ได้พอ ๆ กับการออกกำลังกายในรูปแบบอื่น ที่ช่วย
บริหารหลอดเลือด นอกจากนี้ผลการศึกษายังยืนยันว่า งานบ้านหลาย ๆ อย่าง มีผลต่อการลดความเสี่ยง
ในการเกิดโรคหัวใจ ในระดับเดียวกันกับการออกกำลังกายอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือด
เวลาที่เราเครียด ร่างกายก็จะเกร็ง และทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือปวดตามเนื้อตัวได้
ซึ่งอาการปวดนี่แหละ คือที่มาของอาการสมองหด!!!
งานวิจัยล่าสุด ค้นพบแล้วว่าคนที่มีอาการปวดตามร่างกายบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดขา ปวดแขน
หรือปวดตามข้อ ตามเนื้อตัว ฯลฯ จะมีปริมาณของสมองที่น้อยกว่าคนทั่วไป!!!
นักวิจัยได้จับคนที่มีอาการปวดหลังอยู่เสมอ มาทดสอบ
อย่างน่าตกใจ พวกเขามีปริมาณสมองน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 11 เปอร์เซ็นต์เชียวน้า
นอกจากนี้ งานวิจัยนี้ยังชี้ให้เห็นว่าความเครียดจากการทำงานหนัก
จะทำให้สมองของคนเราทำงานหนักจนเกินไป และทำให้ระบบบางส่วนเกิดการหดตัวได้!!!
ซึ่งอาการนี้จะทำให้สมองทำงานได้ไม่เหมือนเดิมอีก
และจะส่งผลต่อการเกิดอาการปวดตามที่ต่างๆ ในร่างกายตามมาด้วย
เพราะฉะนั้น น้องๆ ทั้งหลาย ก็อย่าเครียดมาก หรือทำงานหนักจนเกินไป
เพราะไม่งั้นกว่าจะรู้ตัว สมองของเราอาจจะหดเหลือนิดเดียว กลายเป็นคนโง่ก็ได้นะ
ถอดรหัสความปวด ปวดหัว ปวดไหล่ ปวดเนื้อ ปวดตัว
สารพัดสาระพันอาการปวดทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ว่าใครต่างเคยโดนพิษสงเล่นงานมาแล้วทั้งสิ้น แต่ปัญหาก็คือ แทบไม่มีใครศึกษากันอย่างจริงๆ จังๆ ว่า อาการปวดที่ซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของเราและแผลงฤทธิ์มากบ้างน้อยบ้าง ผลุบๆโผล่ๆในชีวิตประจำวันนั้น จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรและกินระยะเวลายาวนานเพียงใด
ความปวด ปัญหาที่ไม่มีใครอยากเจอ
คงมีแต่เพียงคำพูดติดตลกที่นำมาใช้แซวกันขำๆว่าา ‘แก่’ หรือ ‘สูงวัย’ แล้ว เมื่อใครสักคนบ่นว่าปวดเมื่อย เพราะความเข้าใจที่ว่าความปวดเมื่อยมักเป็นโรคที่อยู่คู่กับผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม สำหรับหนุ่มๆสาวๆ เองเคยได้ลองสังเกตตัวเองบ้างหรือไม่ว่าวันๆหนึ่งตัวเองรู้สึกเมื่อยล้าตามร่างกายกี่ครั้ง โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ชีวิตกว่าครึ่งค่อนวันฝากไว้ในออฟฟิศ ติดหนึบอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
...ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมาช่วยกัน “ถอดรหัส” สัญญาณเตือนภัยเหล่านี้กันให้ละเอียดรอบคอบ เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหาธรรมดาที่จะมองข้ามกันได้อีกต่อไป
-1-
รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช นายกสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย ให้นิยามความปวดเอาไว้ว่า หมายถึงความรู้สึกไม่สบายกายหรือจิตใจจากการบาดเจ็บเนื้อเยื่อหรือประสบการณ์ทางอารมณ์ รวมถึงภาวะที่เป็นแนวโน้มถึงการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อด้วย
ทั้งนี้ ความปวดตามร่างกายนับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ซึ่งทุกครั้งที่รู้สึกมีอาการปวดก็สามารถตีความหมายได้ว่าในขณะนั้นร่างกายได้ส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง และความปวดนี้เป็นโรคที่พบในทุกเพศทุกวัย แต่มีน้อยคนที่จะให้ความสนใจเพราะอาการปวดนั้นไม่ได้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตหรือหากจะมีก็เป็นเพียงส่วนน้อย แต่เป็นบ่อยๆ เข้าก็มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้เช่นกัน
ที่สำคัญคือ เมื่อมีอาการปวดบ่อยๆ เข้าก็จะชักนำไปสู่การเกิดภาวะปวดชนิดที่เรียกว่า ‘เรื้อรัง’ ได้ อย่างไรก็ตาม หากใครที่เริ่มสงสัยว่าตนเองปวดถึงขั้นเรื้อรังหรือไม่ ก็สามารถใช้ระยะเวลาเป็นเครื่องมือในการวัดคือต้องมีอาการต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป
“ปัจจุบันนี้มีประชากรผู้ใหญ่ 1 ใน 5 คนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะความปวดเรื้อรัง โดยภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่งได้ เนื่องจากจำนวนประชากรสูงอายุและผู้ป่วยโรคอื่นที่เกี่ยวข้องมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ความปวดจากการอักเสบ และความปวดที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาท”
รศ.นพ.ประดิษฐ์อธิบายเพิ่มเติมถึงความปวดทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้วว่าความปวดจากการอักเสบมีสาเหตุมาจากอาการโรคข้ออักเสบชนิดข้อเสื่อม ถือเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการแตกของกระดูกอ่อนบริเวณข้อ มักเกิดขึ้นกับข้อที่ต้องแบกรับน้ำหนัก เช่นสะโพก เข่า และบริเวณหลังส่วนล่าง โรคนี้มักจะมีความสัมพันธ์กับความชรา แต่ปัจจัยอื่นๆก็เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้ เช่น ความอ้วน หรือกรรมพันธุ์ และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่มักจะพบในเพศหญิงช่วงอายุ 30-50 ปี
ส่วนความปวดที่เกี่ยวเนื่องกับระบบประสาท ได้แก่ ความเจ็บปวดที่ระบบประสาทรอบนอก เป็นผลสืบเนื่องจากการป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคงูสวัด โดยจะมีอาการเจ็บแปลบเรื้อรังเป็นๆหายๆ และความเจ็บปวดที่ประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บของกระดูกสันหลังโดยตรงหรือบริเวณอื่น เช่น มีอาการเจ็บปวดบริเวณปลายมือและเท้าหลายแห่ง เป็นต้น
“อาการปวดนอกเหนือจากสาเหตุที่มาจากโรคต่างๆที่ว่ามาแล้วนั้น ปัจจุบันโดยเฉพาะคนในวัยทำงานที่ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศทั้งวันก็มักจะพบกับอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเพราะต้องนั่งทำงานทั้งวัน ร่างกายไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ถือเป็นการดำเนินชีวิตด้วยพฤติกรรมแบบผิดๆ จนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรังอย่างไม่รู้ตัวหรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น ‘ออฟฟิศซินโดรม’ ซึ่งนับวันจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคนี้สูงขึ้น และไม่ค่อยมีคนให้ความใส่ใจเพราะจะเป็นๆหายๆ กระทั่งเป็นมากจนร่างกายทนไม่ไหวถึงไปพบแพทย์”
-2-
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า อาการปวดจนกลายสภาพเป็นโรคปวดเรื้อรังนั้นล้วนมาจากพฤติกรรมเสี่ยงและการดำเนินชีวิตในรูปแบบผิดๆ ซึ่งเกิดขึ้นมากในสังคมทุกวันนี้ ทว่า เมื่อมันมาเยือนหรือย่างกรายเข้ามาแล้วเราคงต้องเตรียมตั้งมือรับ
สำหรับการเยียวยาภาวะปวดเรื้อรังนั้น รศ.นพ.ประดิษฐ์บอกว่า หากพบว่าตนเองหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการปวดไม่ว่าจะลักษณะใด ถ้านานกว่า 3 เดือนอย่าได้นิ่งนอนใจ ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความปวดโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าขณะนี้ตามโรงพยาบาลใหญ่หลายแห่งในประเทศไทยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านนี้แล้ว เพื่อทำการวินิจฉัยและรับการบำบัดรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองหรือบำบัดด้วยตนเอง เพราะยิ่งจะทำให้การรักษายากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ป่วยนั้น นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพชีวิตและจิตใจของผู้ป่วยแล้ว ยังก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจด้วย โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วมีสูงถึงกว่าร้อยละ 30 แต่โดยมากมักได้รับการรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาต่ำกว่าที่ควร โดยแนวโน้มดังกล่าวได้แพร่มาถึงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก อย่างในฮ่องกงมีผู้ป่วยด้วยโรคปวดเรื้อรังสูงถึง 560,000 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 5.3 ล้านคน ซึ่งพบว่าผู้ป่วยในภูมิภาคนี้ส่วนมากจะเลือกวิธีการรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือก เช่น การนวดจุด การกินยาสมุนไพร หรือซื้อยามากินเอง ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุดและให้ผลไม่แน่นอน
“หากมีอาการปวดเกิดขึ้นต้องเริ่มตีโจทย์ในร่างกายตัวเองให้ได้ โดยใช้พื้นฐานง่ายๆ คือ ร่างกาย จิตใจ สังคม ต้องค่อยๆพิจารณาไปทีละข้อว่าเรามีสาเหตุมาจากอะไรที่ทำให้ปวด ส่วนวิธีการรักษานอกจากพบแพทย์แล้วนั้น แนะนำให้ออกกำลังกาย เช่น การเล่นโยคะ พร้อมกับปรับปรุงพฤติกรรม คือหากมีสาเหตุมาจากการทำงานที่ต้องนั่งทั้งวันก็ต้องหมั่นขยับร่างกายบ้าง นี่ถือเป็นการรักษาแบบผสมผสาน” รศ.นพ.ประดิษฐ์ฝากไว้ทิ้งท้าย
การฝึกโยคะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยลดปัญหาความปวดที่เกิดขึ้น
-3-
แน่นอนว่าเมื่อกล่าวถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อช่วยบำบัดและบรรเทาอาการปวดสิ่งหนึ่งที่นึกถึงก็คือการออกกำลังกาย ซึ่ง ‘โยคะ’ ดูเหมือนจะเป็นศาสตร์ทางเลือกที่กำลังอินเทรนด์กันมากในขณะนี้
ชมชื่น สิทธิเวช หรือ ครูหนู ปรมาจารย์ด้านโยคะแห่งสถาบันบ้านโยคะได้อธิบายว่าวิถีของโยคะไม่ใช่การรักษาโรค แต่เป็นทางเลือกให้แก่ทุกคนได้ลองปฏิบัติเพื่อสามารถบรรเทาและป้องกันจากโรคภัยไข้เจ็บที่เราไม่อยากให้เป็นได้ ถ้าเลือกนำมาใช้ให้ถูกวิธี
สำหรับโรคเรื้อรังอย่างเช่นอาการปวดนั้น ผู้ที่มีอาการควรไปปรึกษาแพทย์เสียก่อนว่าการออกกำลังกายสามารถช่วยได้บำบัดได้หรือไม่ หากแพทย์ระบุว่าสามารถทำได้ โยคะก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าลองอย่างมาก
ทั้งนี้ โยคะที่เห็นตามสื่อทั่วไปมักนำเสนอแต่ท่าทางที่ปฏิบัติตามยาก แต่สวยงามมากด้วยสรรพคุณชวนให้ลองทำตาม ขณะที่ครูหนูกลับบอกว่าโยคะคือการยืดกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง แต่ต้องไม่ถึงกับทำให้ตัวเองเกร็งจนเกินไป อยู่ในท่าสบายๆ การยืดตัวกอรปกับการหายใจเข้า-ออกลึกๆ จะทำให้ปอดขยาย ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่มักพบกับปัญหาสุขภาพเพราะอิริยาบถขณะนั่งทำงานในออฟฟิศ ดังนั้น ควรหันมาเตือนสติตัวเองอยู่เสมอคือต้องรู้จักจัดสรีระของตัวเองให้ถูกต้อง และหมั่นผ่อนคลายบ่อยๆ
“ท่าโยคะง่ายๆที่จะแนะนำซึ่งสามารถทำกันได้ในที่ทำงานคือ ขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ให้ยืดตัวตรงแล้วหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นหายใจออกด้วยการกระแทกลมหายใจแรงๆ จะเป็นเหมือนการได้ปลดปล่อย และต้องหมั่นฝึกลมหายใจโดยพยายามหายใจช้าๆ เบาๆ หายใจเข้าท้องต้องป่อง หายใจออกท้องต้องยุบ การหายใจที่ดีจะช่วยให้ร่ายการเราเกิดความสมดุลได้”
ขึ้นชื่อว่า ปลา ทานแล้วก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย
แต่ถ้าเป็น น้ำมันปลา บางคนอาจยังไม่รู้จัก วันนี้เกร็ดความรู้ก็เลยนำ ความรู้เกี่ยวกับ น้ำมันปลา มาบอกกัน....
น้ำมันปลา (fish oil) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม
ที่ได้รับความนิยมในการทานอย่างแพร่หลาย สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันปลา คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า กรดไขมันโอเมก้าสาม น้ำมันปลาสกัดจากเนื้อและหนังของปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า แซลม่อน แมคคาเรล เป็นต้น
น้ำมันที่สกัดได้นี้ จะมีกรดไขมันโอเมก้าสาม 2 ชนิด คือ
• Eicosapentaenoic Acid เรียกโดยย่อว่า EPA และ
• Docosahexaenoic Acid เรียกโดยย่อว่า DHA
ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี
ประโยชน์ของน้ำมันปลา
• ช่วยโรคหัวใจขาดเลือด ( Coronary Heart Disease )
• ลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์ ( Triglyceride )
• ลดความรุนแรงของโรคปวดข้อ รูมาตอยด์ ( Rhematoid Arthritis )
• บำรุงสมอง เพราะเซลล์สมองมีกรดไขมันชนิดนี้มาก จึงช่วยเสริมสร้างเซลล์
สมอง
ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคเลือดออกได้ง่ายห้ามทาน เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านเกร็ดเลือด หรือ แอสไพริน ผู้ที่มีเกร็ดเลือดต่ำ, มีจุดเลือดออกตามตัว, มีเส้นเลือดแตกในสมอง, เส้นเลือดแตกในจอตา จากโรคจอตาเสื่อมระยะสุดท้ายในเบาหวาน เป็นต้น ส่วนคนที่แพ้อาหารทะเล สามารถทานน้ำมันปลาได้ และมีความปลอดภัย
รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาทานน้ำมันปลากันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี.
เพราะว่านมมีประโยชน์มีมากมายหลายอย่าง
เป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีน ช่วยให้กระดูกเจริญเติบโตและแข็งแรง
เพราะงี้ นมก็เลยมีความสำคัญกับเด็กมาก โดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่นและช่วงวัยรุ่น
เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเจริญเติบโตเร็วมาก การได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ
จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก และเพิ่มความยาวของกระดูกภายในร่างกาย
แต่ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น ก็คือในปัจจุบัน ได้มีการศึกษาพบว่านมมีผลต่อการลดน้ำหนักด้วย
จากรายงานผลการวิจัยของประเทศสหรัฐอเมริกา
พบว่านมมีส่วนช่วยควบคุมขบวนการเผาผลาญของร่างกายให้ทำงานได้ดีมากขึ้น
โดยการวิจัยนี้ พบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบอย่าง นม โยเกิร์ต หรือเนยแข็ง
จะลดน้ำหนักได้มากกว่าคนที่รับประทานอาหารที่ไม่มีนมเป็นส่วนประกอบ
จะเห็นได้ชัดว่าการรับประทานอาหารที่มีนมเป็นหลัก
จะทำให้ไขมันที่อยู่ช่องท้องที่เกิดการเผาผลาญ และยังทำให้ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเรื้อรัง
เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือกระดูกพรุนด้วย
ประโยชน์ของพืชผัก
คุณประโยชน์ของสารอาหารจากพืชผัก
ผักและผลไม้สามารถแบ่งออกเป็นหลากหลายกลุ่มสี อันได้แก่ สีแดง, สีเหลือง/เขียว, สีเขียว, สีขาว/เขียว, สีส้ม/เหลือง, สีส้ม, สีแดง/ม่วง สีเหล่านี้ถูกผลิตมาจากสารอาหารจากพืชผักจำเพราะที่เรียกว่าไฟโตนิวเทรียนส์ (Phytonutrients) ที่จะทำปฎิกิริยากับร่างกายของเราและบางครั้งจะถูเก็บไว้ในร่างกาย สำหรับการมีสุขภาพที่ยอดเยี่ยม คุณควรรับประทานผักผลไม้หลากสีหนึ่งอย่างในแต่ละสีในทุกๆ วัน
สีส้ม-เหลือง ส้ม,ส้มจี๊ด,ลูกพีช,มะละกอ
สีส้ม แครอท,มะม่วง,แอพริคอท,แคนตาลูป,ฟักทอง,มันเทศ
สีแดง-ม่วง องุ่นแดง,ลูกพลับสดหรือแห้ง,ผลแครนเบอรี่,ราสเบอรี่,แบล็คเบอรี่,บลูเบอรี่,สตรอเบอรี่
สีแดง มะเขือเทศ,และผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ,แตงโม,ส้มโอ
สีเหลือง-เขียว ผักโขม,อโวคาโด,แตงเมลอน,ข้าวโพดเหลือง,ถั่วเขียว
สีเขียว บล็อคโคลี่,ถั่วงอก,ผักกาด,ผักกาดจีน,ผักปวยเล้ง
สีขาว-เขียว กระเทียม,หัวหอม,หอมหัวใหญ่,คื่นช่ายฝรั่ง,ต้นหอม,หน่อไม้ฝรั่ง
เราแนะนำให้รับประทานวันละ 7 ถ้วยตวง สำหรับผู้หญิง และ 9 ถ้วยตวง สำหรับผู้ชาย (หนึ่งถ้วยตวงสำหรับผักสด, สำหรับผักที่ปรุงแล้วให้เหลือครึ่งถ้วย หรือครึ่งถ้วยสำหรับผลไม้)
ในการทำให้การรับประทานผักผลไม้ 7 ถึง 9 ถ้วยตวงต่อวันเป็นเรื่องง่ายนั้น ลองรับประทานผักและผลไม้แช่แข็ง, ซอสมะเขือเทศหลากชนิด น้ำผลไม้หรือซุป และสลัีดทำสำเร็จ
สารอาหาร Phytonutrients สามารถช่วยป้องกันร่างกายเราจากมะเร็งได้
ประโยชน์ของสีในพืช
คุณทราบไหมคะว่าสารสีต่างๆ ที่มีอยู่ในพืชนั้นมีประโยชน์และมีบทบาทมากพอๆ กับวิตามินเลยทีเดียว โดยมาร์ ฟาร์กัวสัน ผู้สนใจทางเคมีวิทยาของพืชก็ได้แยกไว้อย่างคร่าวๆ พอให้เข้าใจได้ง่ายได้ดังนี้ค่ะ
สารสีแดง มีสาร Cycopene เป็นตัวพิวเม้นท์ให้สีแดงในแตงโม มะเขือเทศ สาร Betacycin ให้สีแดง
ในลูกทับทิม บีทรูท และแคนเบอร์รี่ สารทั้งสองอย่างนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ Antioxydants
ซึ่งจะช่วยป้อง กันการเกิดมะเร็งหลายชนิด
สารสีส้ม ผักและผลไม้สีส้ม เช่น มะละกอ แครอท มีสาร Betacarotene ซึ่งมีศักยภาพต้านอนุมูลอิสระอันเป็นตัวก่อมะเม็ง คนผิวขาวซีดที่กินมะละกอหรือแครอทมาก ผิวจะออกสีเหลืองสวย ทางกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาประกาศว่า การกินแครอทวันละ 2-3 หัว จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือด คนไทยที่ทดลองกินมะละกอห่ามมากๆ นานถึง 2 ปี จะช่วยเปลี่ยนสีผิวหน้าที่เป็นฝ้าให้หายได้โดยไม่ต้องพึ่งครีมแก้ฝ้าเลย
สารสีเหลือง พิกเม้นต์ Lutein คือสารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่ข้าวโพด ช่วยป้องกันกันความเสื่อมของจุดสี หรือแสงสีของเรตินาดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนแก่มองไม่เห็น
สารสีเขียว พิกเม้นต์คลอโรฟีลล์ (Chlorophyll ) เป็นสารที่ให้สีเขียวแก่ผักต่างๆ ผักที่มีสีเขียวแก่ผักต่างๆ ผักที่มีสีเขียวเข้มมากก็ยิ่งมีคลอโรฟีลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู บัวบก เป็นต้น และสารคลอโรฟีลล์ ก็มีคุณค่ามากเหลือเกิน นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเมื่อคลอโรฟีลล์ถูกย่อยแล้ว จะมีพลังแรงมากในการป้องกันมะเร็ง ทั้งยังช่วยขจัดกลิ่นเหม็นต่างๆ ในตัวคนด้วย
สารสีม่วง พืชสีม่วงมีสารแอนโทไซยานิน ( Anthocyanin ) เป็นต้นให้สีม่วงที่คุณเห็นในดอกอัญชัน กะหล่ำม่วงผิวชมพู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารตัวนี้ช่วย
ลบล้างสารที่ก่อมะเร็งและสาร Anthocyanin นี้ยังออกฤทธิ์ทางขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และอัมพาตด้วย
ฝรั่ง... ผลไม้ที่ถูกลืม
ฝรั่งสีชมพู หรือ ฝรั่งขี้นก ... ผลไม้ที่ถูกลืม แต่กลับสูงด้วยคุณค่า
หากเอ่ยชื่อ ฝรั่งสีชมพู หรือ ฝรั่งขี้นก คนสมัยก่อนคงจะรู้จักกันดีว่า เป็นผลไม้ทรงกลม ขนาดปานกลาง
ที่มีเนื้อทั้งสีขาว เหลือง ชมพู กลิ่นหอม แต่ส่วนมากแล้วผู้คนไม่ค่อยนิยมนำมารับประทานเพราะเนื้อค่อนข้างเละและไม่กรอบเหมือนฝรั่งลูกโตๆ ในปัจจุบัน ซึ่งหาไม่รู้ว่าฝรั่งผลเล็กเหล่านี้มีสารอาหารมากมายที่
ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
สาระสำคัญที่มีอยู่ในฝรั่งสีชมพูนั้น ไม่เพียงแต่มีวิตามิน A ที่ช่วยบำรุงร่างกายในเรื่องการมองเห็น การเจริญเติบโตของกระดูก และการสร้างเซลล์ และควบคุมอุณหภูมิคุ้มกันของร่างกาย ยังมีวิตามิน C ที่มีมากกว่าส้มถึง 5 เท่าในปริมาณที่เท่ากัน
วิตามิน C มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอและป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ที่มักเกิดจากความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ ฝุ่น และควันบุหรี่ และแสงแดด เสริมสร้างและรักษาสภาพของเนื้อเยี่อคอลลาเจน ทำให้ผิวสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยสมานแผลและยังดีต่อเนื้อเยื่อของกระดูกและฟัน ดูดซึมธาตุเหล็ก เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด และลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็ง ทั้งยังมีใยอาหารที่ช่วยขับเคลื่อนอาหาร ลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ อีกทั้งมีแนวโน้มทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดต่ำ และยังช่วยป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย
แต่คุณสมบัติที่โดดเด่นของฝรั่งสีชมพู คือ สารไลโคปีน ซึ่งมีมากรองจากมะเขือเทศ แต่มากกว่ามะละกอถึง 2 เท่า ว่ากันว่า ไลโคปีนประกอบด้วยการ Antioxidant ที่เรียกว่า แคโรทีนอยด์ ที่พบมากในผักและผลไม้ที่มีสีแดง ชมพู เช่น มะเขือเทศ ฝรั่งสีชมพู แตงโม มะละกอ มีสรรคุณต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะแสงแดดไลโคปีนยังช่วยกระตุ้นการเพิ่มขึ้นของเคราติโนไซต์ อันจะช่วยทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกแข็งแรงขึ้น แต่ไลโคปีนก็ยังเก็บยากคล้ายวิตามิน C
ในยุคแรกๆ ไลโคปีนอยู่ในรูปสารสกัดจะแปรปรวนและตกผลึกง่าย ไม่สามารถดูดซึมสู่ผิว แต่เทคโนโลยีใหม่สามารถคงสภาพไลโคปีนด้วยการย่อขนาดโมเลกุลให้อยู่ในรูปของนาโนแคปซูล ไลโคปีนตามธรรมชาติมีหน้าที่ในการจับรังสียูวี แล้วแปลงให้อยู่ในรูปของพลักงานให้กับคลอโรพลาสต์ (คลอโรฟิลล์ในเซลล์ของพืช) เพื่อปกป้องพืชจากไฟโต-ออกซิเดชั่น เมื่อมีประสิทธิภาพเช่นนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงผันไลโคปีนเข้าสู่วงการเสริมความงาม ซึ่งไลโคปีนจะช่วยกระตุ้นระบบการฟื้นฟูผิว
เมื่อเห็นประโยชน์มากมายของฝรั่งขี้นก หรือฝรั่งสีชมพูแล้ว ถ้าเจอะเจอ ก็หามารับประทานกันได้แล้ว ถือได้ว่าเป็นทางเลือกในการเสริมความงามอีกทางนึงเลยทีเดียว
ภัยร้ายที่คุณไม่รู้
ภัยร้ายมันฝรั่งทอด
มันฝรั่งทอด คุกกี้กรอบๆ หรือขนมสำเร็จรูปในถุงสวยๆ ทั้งหลาย ไม่ได้ทำให้อ้วน หากออกกำลังกาย
สม่ำเสมอและควบคุมปริมาณอาหารที่กินในแต่ละวัน แต่อาหารเหล่านี้เต็มไปด้วยไขมันชนิดที่เป็น
อันตราย ต่อร่างกาย ทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็งมากขึ้น
ผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิด ทำให้กระดูกบางลงได้ นำไปสู่ปัญหากระดูกพรุน เมื่อแก่ตัวลง ดังนั้นหากจำเป็น
ต้องกินหรือฉีดยาเหล่านี้ ก็อย่าลืมหมั่นกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักใบเขียวเข้ม ปลาเล็ก
ปลาน้อย ฯลฯ หรือทานแคลเซียมเสริมไว้ด้วย
ผู้หญิงชอบดื่มพึงระวัง
คุณผู้หญิงที่ชอบดื่มพึงระวังเพราะร่างกายคุณ จะซึมซับแอลกอฮอล์ได้เร็วกว่าผู้ชาย ( เมาเร็วกว่า)
แล้วคุณยังมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 50% แถมยังกระดูกเปราะกว่ากันมาก
เพราะเหล้าจะเข้าไปทำลายเนื้อกระดูก (bone mass) ของคุณ
นั่งรถตรงไหนปลอดภัยที่สุด
นั่งรถเก๋งที่เบาะหลังตรงกลางปลอดภัยที่สุดรองลงมาคือ ที่นั่งด้านหลังทางซ้าย (หลังคนนั่งข้างคนขับ) เพราะตามสถิติอุบัติเหตุจะเกิดทางด้านหน้า และ ด้านคนขับมากกว่า และหากมีคนนั่งรถไปกับคุณด้วยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น จะลด อันตรายจากอุบัติเหตุการชนด้านหน้ารถลงไปด้วย
ทานกะหล่ำปลีดิบมีพิษนะ
ในกะหล่ำปลีดิบจะมีสารพิษที่เรียกว่า กอยโตรเจน (Goibrogen) ซึ่งเป็นสารที่จะไปกันไม่ให้
ต่อมไทรอยด์จับไอโอดีน ไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทร๊อกซิน (Thyroscine) ได้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ
จะทำให้เกิดเป็นโรคคอหอยพอกแต่สารพิษเหล่านี้จะถูกทำลายได้โดยการต้ม จึงควรรับประทาน
กะหล่ำปลีสุก จะดีกว่ากะหล่ำปลีดิบ
ถั่วงอกดิบมีโทษค่ะ
ในผักสดบางชนิดมีสารพิษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ในถั่วงอก มีสารพิษพวกที่เรียกว่าไฟเตต
ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะ ไปจับแร่ธาตุบางชนิดที่อยู่ในอาหาร ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านั้น
เข้าร่างกาย ร่างกายจะเป็นโรคขาดแร่ธาตุ สารพิษเหล่านี้สามารถทำลายได้โดยการต้ม จึงควรรับประทานถั่วงอกสุขดีกว่าถั่วงอกดิบ
วิธีป้องกันตะคริว
ตะคริวเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ การดื่มน้ำและ รับประทานผลไม้สดมากๆ จึงช่วยลดการเป็นตะคริวได้
อดนอนบ่อยๆ ระวังเป็นเบาหวาน
ร่างกายที่ไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม จะใช้อินซูลินได้น้อยลง คนอดนอนบ่อยๆ จึงมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูงกว่าปกติ
ตรวจฉี่ด้วยตัวเอง
ร่างกายแต่ละคนต้องการน้ำไม่เท่ากัน แพทย์แนะนำว่าควรดื่มมาก พอที่จะถ่ายปัสสาวะได้ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง หากปัสสาวะคุณเป็นสีเหลือง เข้มกว่าปกติ แสดงว่าคุณกำลังขาดน้ำ
เนยแท้ vs เนยเทียม
เนยแท้ๆ ที่ทำมาจากนม อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกายกว่าเนยเทียม หรือมาร์การีนซึ่งไม่มี
ประโยชน์เลยแถมเป็นพิษต่อร่างกาย อีกต่างหาก แต่ไม่ควรจะบริโภคเนยให้มากนักเพราะมากไป
ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ และความดันได้ง่าย
เมนูอาหารเพื่อผิวผ่อง
เนื้อปลา
เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกายที่เสื่อมโทรม
และยังมีเซเลเนียม ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชราและความเสื่อมของร่างกาย
น้ำมันมะกอก
น้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันจากพืชที่แม้จะมีแคลอรี่สูงก็จริง แต่มีข้อดีคือ มีกรดไขมันชนิดที่เป็นประโยชน์
กับร่างกายสูง และเป็นไขมันชั้นดี ซึ่งเป็นตัวควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและที่สำคัญในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วยวิตามินเอ และอี ที่เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์
ทำให้ผิวดูอ่อนวัยคงความชุ่มชื้นและเนียนนุ่ม
เมล็ดข้าวและธัญพืช
ไม่ว่าจะเป็นข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ด ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ งา นอกจากจะมีวิตามินบีสูงแล้ว ยังมีวิตามินอี ซึ่งเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งจะช่วยสร้างและรักษาความแข็งแรงของเซลล์ มีงานวิจัยระบุว่าวิตามินอี ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว และช่วยปกป้องความเสียหายที่เกิดจากมลภาวะให้แก่ผิว
ผลไม้และผักสด
ผักสด มีวิตามินเอ ช่วยทำให้ผิวหนังไม่แห้ง และยังสดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ และยังมีวิตามินซีซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ผิวพรรณของใบหน้าดูเต่งตึง มีความยืดหยุ่น
ผักสดและผลไม้ จึงควรเป็นอาหารที่คุณควรบรรจุไว้ในเมนูอาหารทุกมื้อของคุณ ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ส้ม มะนาว มะเขือเทศสับปะรด ฝรั่ง ส่วนผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอมาก ได้แก่ กล้วย มะละกอ ฟักทอง แครอท
น้ำเปล่า
น้ำทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับทุกระบบภายในร่างกาย และหากร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ จะทำให้
ผิวพรรณไม่สดใส การดื่มน้ำวันละ6-8 แก้วโต ๆ เป็นวิธีที่ทำให้ผิวผ่อง แบบไม่ต้องลงทุนมาก เพราะน้ำ
จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และยังป้องกันผิวหย่อนยาน จากการลดน้ำหนักอย่าง
อวบฮาบอีกด้วย
อาหารที่ทำลายผิวพรรณ
1. ไขมันอิ่มตัวในเบคอน ไส้กรอก ไอศกรีม และเนยสด กระบวนการเผาผลาญอาหารเหล่านี้ จะเกิด
อนุมูลสารอิสระสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเหี่ยวย่น และเสื่อมโทรม
2. รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป มีผลขัดขวางกระบวนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ผิว
ทำให้ผิวหย่อนยาน
3. คาเฟอีน เป็นตัวที่ดูดซับความชื้นจากผิว ถ้าคุณติดกาแฟจนยากที่จะเลิก เมื่อคุณดื่มกาแฟ 1 แก้ว
ก็ควรดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ ตามไป 1 แก้วเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ร่างกายขาดน้ำ และผิวพรรณขาดความ
ชุ่มชื้นไปด้วย
4. แอลกฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณ ขาดความเปล่งปลั่ง ถ้าคุณเป็นนักดื่ม ทุกครั้งที่ดื่ม
แอลกฮอล์ อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าแก้วโต 2 แก้ว เพื่อชดเชยไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และช่วยป้องกัน
ไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้น
สูตรอาหารเพื่อผิวสวย
สลัดผลไม้
ปลาจาระเม็ดนึ่ง
เมี่ยงเห็ด
น้ำพริกคั่วทูน่า
Smooties ผลไม้
แอปเปิ้ลคูลเลอร์
ซุปเต้าหู้
เมนูยำ
โรค...ปัจจุบัน
โรคในปัจจุบันที่คนเรามักเป็นกันมาก
โรคโลหิตจาง
ควรรับประทานวิตามินบี 12 มากๆ แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12
คือ นม เนยแข็ง ปลาชนิดต่างๆ และเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ
โรคผิวหนังอักเสบ โรคนอนไม่หลับ โรคขนร่วง
หมั่นรับประทานอาหารที่มีไบโอตินมากๆ แหล่งอาหารที่มีไบโอตินมากๆ ก็คือ ตับ ถั่ว ยีสต์
โรคโลหิตจาง โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ โรคตะคริว โรคผิวหนังอักเสบ
ควรรับประทานอาหารที่มี วิตามินบี 6 สูง จะช่วยต้านโรคดังกล่าวได้แหล่ง
อาหารที่มีวิตามินบี 6 สูง คือ ข้าวโพด นม ถั่วเหลือง ไข่ ปลา ข้าวสาลี
โรคเหน็บชา โรคอาการประสาท (ฉุนเฉียวง่าย)
ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1
คือ ถั่วลิสง ตับ ถั่วหมัก กระเทียม เต้าหู้ ข้าวซ้อมมือ รำข้าว
โรคกระดูกอ่อน
รับประทานวิตามินดีเป็นประจำเนื่องจากวิตามินดีมีหน้าที่ช่วยดูดซึม
แคลเซียมและฟอสฟอรัส เช่น เห็ดหอม ตับ ปลาทูน่า ปลาแห้งต่างๆ
โรคผิวหนังไม่นุ่มนวลสดชื่น
หมั่นรับประทาน ไข่ นม เนย ตับสัตว์ มะละกอ มะเขือเทศ ข้าวโพดอ่อน
ถั่วงอก อาหารเหล่านี้จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดชื่น ไม่แห้งกร้านได้ดีเยี่ยม
โรคสมอง ( ในเด็ก )
หมั่นรับประทานวิตามินเค ที่สามารถจะทำให้เลือดแข็งตัวได้ดีหากเกิดบาดแผล
แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเค คือ ตับ เนย ผักชีฝรั่ง สาหร่ายทะเล กะหล่ำปลี โสม ผักบุ้ง ถั่วหมัก
โรคนิ่ว
สามารถต้านโรคนิ่วด้วยการรับประทานรำข้าวเป็นประจำ เนื่องจากในรำข้าวนั้น
มีโปรตีนที่จะช่วยลดการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ หากไม่สะดวกในการรับประทานรำข้าวละเอียด ควรนำมาดัดแปลง เป็นขนมหรืออัด หมั่นรับประทานข้าวซ้อมมือเสมอๆ ก็จะช่วยต้านโรคนิ่วได้
โรคเบื่ออาหาร
อาหารที่สามารถขจัดโรคนี้ได้อย่างดีที่สุดก็คือ ไข่ อาหารทะเล ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว
ตำลึง ผักบุ้ง ฟักทอง ถั่วงอก เนย คาร์โบไฮเดรต จำพวกเส้น เช่น ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ มะกะโรนี
และสำหรับผลไม้ทีดีคือ มะละกอ ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ กล้วย และเนื้อสัตว์
โรคไร้เรี่ยวแรง
คนที่ไม่ค่อยมีกำลังวังชาหรือเพิ่งฟื้นฟูจากผ่าตัดหรือฟื้นจากอาการเจ็บป่วยจะสามารถมีเรี่ยวแรง
กระปรี้กระเปร่าได้ด้วยอาหารเป็นต้นว่า ตำลึง ผักบุ้ง ผักคะน้า ไข่แดง เนื้อวัว และฟักเขียว
โรคปวดท้อง
อาการปวดท้องที่มีเป็นประจำเรื้อรังจนเสมือนโรคประจำตัวนั้นสามารถบรรเทาได้ด้วย
การรับประทานผลไม้สดมากๆ และผักสดทุกชนิดเป็นประจำสม่ำเสมอ
โรคกรดไหลย้อน ... ควรระวัง
โรคกรดไหลย้อน Gastroesophageal Reflux Disease (GERD)
ผศ.นพ.สมชาย ลีลากุศลวงศ์
สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
โรคกรดไหลย้อน Gastroesophageal Reflux Disease (GERD) เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้ โรคนี้มีความสำคัญคือผู้ป่วยจะมีอาการแสบยอดอกและ/หรือร่วมกับมีภาวะเรอเปรี้ยว (รู้สึกเหมือนมีกรด ซึ่งมีความรู้สึกเหมือนมีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาที่คอหรือปาก) ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ ในบางรายผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการทางด้านของโรคหู คอ จมูก อาทิ
ไอรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่นหอบหืด หรืออาจมาด้วยอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ หรือมีกลิ่นปาก เป็นต้น
สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน
โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การคลายตัวของหลอดอาหารส่วนปลายโดยที่ไม่มีการกลืน พบว่าคนไข้โรคนี้จะมีจำนวนครั้งของภาวะนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าในคนปกติ ซึ่งสาเหตุนี้ถือเป็นภาวะสำคัญของโรคนี้
- ความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าในคนปกติ หรือเกิดมีการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร ทำให้เพิ่มโอกาสการไหลย้อน ของกรดจากกระเพาะอาหารมากขึ้น
- เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร
- อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดหรือเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน
อาการสำคัญคืออาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่แล้วลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือคอ อาการนี้จะเป็นมากขึ้นหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้องหน้า การยกของหนัก หรือการนอนหงาย อาการสำคัญอีกประการก็คือ อาการเรอเปรี้ยว คือมีกรดซึ่งเป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก โดยคนไข้อาจมีทั้ง 2 อาการหรืออาการใดอาการหนึ่งก็ได้ ในคนไทยที่เป็นโรคนี้บางครั้งอาจพบอาการนี้ไม่ชัดเจนอย่างคนไข้ในแถบตะวันตกหรือในอเมริกา อาการอื่นๆที่อาจพบได้ อาทิ ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียนหรือกลืนลำบากในรายที่เป็นมาก บางรายอาจมาด้วยอาการที่ไม่ใช่อาการของหลอดอาหาร อาทิ เจ็บหน้าอก จุกที่คอ มีอาการคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณคอ เสียงแหบ หรือเจ็บคอเรื้อรัง หอบหืด หรือ หากมีกลิ่นโดยหาสาเหตุไม่ได้
โรคนี้พบในเด็กได้ไหม?
สามารถพบโรคนี้ได้ตั้งแต่ทารกจนถึงเด็กโต ในเด็กเล็กอาการที่ควรนึกถึงโรคนี้ได้แก่ อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้
จะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร
โดยปกติแพทย์สาสตร์วินิจฉัยโรคนี้ได้จากอาการดังที่กล่าวมา โดยผู้ป่วยที่มีอาการทั้งแสบยอดอกและ/หรือเรอเปรี้ยว (ทั้งนี้ไม่ควรมีอาการที่บ่งบอกว่าน่าจะเป็นโรคอื่น อาทิ น้ำหนักลด อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำหรือถ่ายเป็นเลือด หรือมีไข้) แพทย์สามารถวินิจฉัยได้เลยว่าผู้ป่วยมีภาวะกรดไหลย้อนและให้การรักษาเบื้องต้นได้เลย โดยจะติดตามดูอาการของผู้ป่วย ในบางรายอาจมีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจค้นพิเศษเพิ่มเติม เช่นการส่องกล้องทางเดินอาหาร การกลืนแป้ง การตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหาร และการตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหาร ซึ่งพบว่าได้ผลแม่นยำดีที่สุดในปัจจุบัน เป็นต้น
จะปฏิบัติตัวอย่างไรถ้าเป็นโรคนี้
โดยทั่วไปเป้าหมายของการรักษาแพทย์จะมุ่งเน้นให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น รักษาอาการอักเสบของแผลในหลอดอาหารและป้องกันผลแทรกซ้อน การรักษาประกอบไปด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การให้ยา การส่องกล้องรักษาและการผ่าตัด โดยวิธีที่ง่ายทีสุดคือการเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด
อาหารไขมันสูง ช็อคโกแลต - ระวังไม่ให้น้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเกินไป
- ระวังอาหารมื้อเย็น ไม่กินในปริมาณมากและไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
อย่างน้อย 3 ชั่วโมง - ควรรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆแต่บ่อยครั้ง
- ไม่ใส่เสื้อรัดรูปเกินไป
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- นอนตะแคงซ้ายและนอนหนุนหัวเตียงให้สูงอย่างน้อย 6 นิ้ว
เมื่อปฏิบัติตัวเบี้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรทำอย่างไร
ถ้าการปฏิบัติตัวเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องรับประทานยาร่วมด้วย โดยยาที่ได้ผลดีที่สุด
ในปัจจุบันคือยาลดกรดในกลุ่ม Proton pump inhibitors ซึ่งได้ผลดีกว่ายาในกลุ่ม H2 blocker receptor antagonist และดีกว่ากลุ่มยาที่กระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร โดยที่แพทย์จะให้รับประทานยาในกลุ่มนี้เป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ ในบางรายที่เป็นมาก อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาเป็นระยะเวลานาน
หลายเดือนหรือเป็นปี ซึ่งอาจจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นแบบช่วงระยะเวลาสั้นๆหรือไม่กี่วันตามอาการที่มี หรือกินติดต่อกันตลอดเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดีการใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ในรายที่รับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาการรักษาด้วยการส่องกล้องหรือการผ่าตัด
สำหรับยาในกลุ่มที่มีผลต่อการลดจำนวนการคลายตัวของหูรูดนั้นยังมีอยู่จำนวนไม่มาก และยังมีผลข้างเคียงอยู่พอสมควร
วิจัยพบผลไม้กระทบเข้ากับเหล้า มีฤทธิ์ต้าน อนุมูล อิสระแรงหนัก
นักวิจัยไทยกับสหรัฐฯต่างศึกษาพบว่า ค็อกเทลซึ่งเป็นเหล้าผสม หากใส่ผลสตรอเบอร์รี่ลงไปด้วย นอกจากจะดื่มอร่อยแล้วยังกลายเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพด้วย อาจช่วยป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และข้ออักเสบด้วย
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประเทศไทยและสำนักวิจัย กระทรวงเกษตร สหรัฐฯ รายงานผลการศึกษาในวารสาร “วิทยาศาสตร์การอาหารและเกษตรกรรม” ว่า ผลไม้ที่ใส่ลงในค็อกเทล เมื่อโดนเข้ากับแอลกอฮอล์ในเหล้าที่ผสมชนิดต่างๆ จะยิ่งขับคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระของมันให้สูงยิ่งขึ้นอีก 1 ใน 3
สารอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลออกซิเจนซึ่งไวต่อปฏิกิริยาเคมี และทำลายเยื่อของดีเอ็นเอกับเซลล์ มีส่วนเกี่ยวพันกับโรคต่างๆอยู่อย่างกว้างขวาง เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุใหญ่ ของความแก่ชราด้วย
นักวิจัยของทั้งสองชาติค้นพบโดยบังเอิญ ขณะศึกษาค้นคว้าหาวิธีเก็บรักษาผลสตรอเบอร์รี่ให้คงนาน โดยเมื่อเอาลงไปแช่แอลกอฮอล์ กลับทำให้มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระของมันเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ดร.แฟรงกี ฟิลลิปส์ แห่งสมาคมโภชนาการแห่งอังกฤษ กล่าวแสดงความเห็นเป็นเชิงเตือนว่า ให้ระวังพิษภัยของแอลกอฮอล์ในค็อกเทล จะไปกลบคุณประโยชน์ของการต่อต้านอนุมูลอิสระของผลไม้ไปเสีย
วิตามินเสริม
เราจำเป็นต้องกินวิตามินเสริม หรือไม่ ?
เป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามินเอ มีประโยชน์ต่อสายตา นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตตามปกติ ช่วยเสริมสร้างกระดูก สารเคลือบฟัน การเจริญอาหารและการสร้างเม็ดเลือดแดงและขาว
ถึงตอนนี้ หลายคนมีคำถามในใจว่า "แล้วฉันจำเป็นต้องกินวิตามินเสริมด้วยหรือ?"
ถ้าคุณได้รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเออยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็น แต่อย่าลืมว่าการเพาะปลูกในปัจจุบันที่เหล่าชาวไร่ชาวสวนล้วนใช้สารเคมีกำจัดแมลงทั้งสิ้น แน่นอนว่าต้องซึมซาบเข้าไปถึงเนื้อใน ทางแก้ก็คือปลอกเปลือกหนา ๆ ทิ้งไป แต่น่าเสียดายที่สารอาหารที่สำคัญหลายชนิดอยู่ผิวในใกล้เปลือกก็ถูกปอกทิ้งไปด้วย
ทางออกของคนรุ่นใหม่ ที่ง่าย และสะดวก น่าจะเป็นวิตามินเสริมที่มาในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล ซ้ำงานวิจัยหลายชิ้นยังบ่งบอกว่า วิตามินเอที่ได้จากสัตว์ (เรตินอล) สามารถระงับมะเร็งในทางเดินหายใจได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเนื้อร้ายลดน้อยลงด้วย
วิตามินเอ มีประโยชน์อย่างนี้นี่เอง... แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจ กินแบบไม่บันยะบันยังนะครับ จำสูตรที่พวกเราท่องกันสมัยอยู่มัธยมได้ไหม "เอ ดี อี เค" ละลายในไขมัน มันจึงสามารถละลายสะสมในไขมันตามร่างกาย ฉะนั้นถ้ารับประทานเข้าไปมาก ๆ ก็สะสมทำให้เกิดอันตรายได้
วิธีการถนอมดวงตา
น่าสนใจดีโดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันหรือ ใช้ปาล์มบ่อยๆ
วิธีนี้คิดค้นขึ้นโดยจักษุแพทย์ชาวอเมริกันชื่อว่า
นายแพทย์ วิลเลียม เอช. เบตส์ (ค.ศ. 1860-1931)
วันหนึ่งนายแพทย์เบตส์กลับจากทำงานด้วยดวงตาอันอ่อนล้า
เขานั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องที่ยังไม่ได้เปิดไฟ
วางข้อศอกทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ
โค้งอุ้งมือทั้งสองวางครอบดวงตาของตน
หลับตาพักผ่อนในท่านั้นอยู่สิบนาที
พอลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเขารู้สึกว่าอาการปวดเมื่อยดวงตาหายไป
แถมมองเห็นสิ่งต่างๆ ในห้องชัดเจนขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนายแพทย์เบตส์ได้ค้นคิดวิธีการฝึกสายตาอย่างธรรมชาติ
เพื่อพักผ่อนกล้ามเนื้อตาและช่วยรักษาสายตาให้ดีขึ้น
นายแพทย์เบตส์เขียนหนังสือชื่อ Perfect Sight without
Glasses เป็นที่นิยมแพร่หลาย แม้ภายหลังเขาเสียชีวิต
แต่วิธีการของนายแพทย์เบตส์ยังได้รับการเผยแพร่โดยแพทย์ทั้งหลาย
ทั่วยุโรปและอเมริกา "วิธีของเบตส์" มี 7 ท่าด้วยกัน
ท่าที่ 1 ครอบดวงตา
โค้งอุ้งมือทั้งสองครอบดวงตาไว้เฉย ๆ
ระวังอย่าให้อุ้งมือกดทับดวงตา
นึกถึงบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เช่น
วันพักผ่อนสุดสัปดาห์ตามป่าเขาหรือชายทะเล
อยู่ในท่านี้สัก 10 นาที
ท่าที่ 2 สร้างจินตภาพ
ต่อจากท่าที่ 1 ยังคงครอบดวงตาอยู่
สร้างจินตภาพว่าตนเองกำลังมองวัตถุบางอย่างที่มีสีสันสดใส
มีรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจน เช่น
มองเห็นดอกเบญจมาศสีเหลืองสวย
เห็นกลีบดอกแต่ละกลีบละเอียดชัดเจน
สายตาที่คมชัดจากจินตนาการของเราเองจะช่วยเยียวยาสายตาจริงๆ
ของเราได้เป็นอย่างดี
ท่าที่ 3 กวาดสายตา
มองแบบไม่ต้องจ้อง (คนสายตาสั้นมักจ้องและเขม้นตา)
กวาดสายตาไปตามวัตถุที่อยู่ไกล ๆ ทางโน้นบ้างทางนี้บ้าง
ทำให้ตาของเราได้ผ่อนคลาย
ท่าที่ 4 กะพริบตา
ฝึกนิสัยให้กะพริบตา 1-2 ครั้ง ทุก ๆ 10 วินาที
ช่วยให้แก้วตาสะอาดและมีน้ำหล่อเลี้ยง
โดยเฉพาะคนที่สวมแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ยิ่งจำเป็น
ท่าที่ 5 โฟกัสภาพใกล้และไกล
เหยียดแขนซ้ายไปให้ไกลที่สุด
ตั้งนิ้วชี้มือซ้ายขึ้นเพื่อเป็นจุดโฟกัส ขณะเดียวกัน
ตั้งนิ้วชี้มือขวาให้ห่างจากใบหน้าสัก 3 นิ้ว (7.5 ซม.)
โฟกัสภาพที่แต่ละนิ้วสลับกันไปมา ทำบ่อยๆ
เมื่อโอกาสอำนวย
ท่าที่ 6 ชโลมดวงตา
ตื่นนอนทุกเช้าใช้มือวักน้ำชโลมดวงตาด้วยน้ำอุ่น สัก 20
ครั้ง สลับกับการวักน้ำเย็นชโลมดวงตาอีก 20 ครั้ง
ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาดีขึ้น
การจบด้วยน้ำเย็น
ทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตากระชับไม่หย่อนยาน
ก่อนเข้านอนให้วักน้ำชโลมดวงตาอีกครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้ชโลมด้วยน้ำเย็นก่อนแล้วตามด้วยน้ำอุ่น
จะทำให้กล้ามเนื้อตาและหนังตาได้ผ่อนคลาย ก่อนเข้านอน
ท่าที่ 7 แกว่งตัว
ยืนแยกเท้าเท่ากับช่วงไหล่ แกว่งตัวไปมาจากซ้ายไปขวา
ถ่ายน้ำหนักตัวบนขาแต่ละข้างสลับไปมา สายตามองไปไกลๆ
แต่ไม่ต้องจ้อง
ปล่อยให้จุดที่เรามองแกว่งไปมาซ้ายขวาตามการแกว่งตัว
ท่านี้จะทำให้ดวงตาได้พักและมีการปรับตัวดีขึ้น ทำบ่อย ๆ
เมื่อมีโอกาส เปิดเพลงคลอไปด้วยก็ได้
"วิธีของเบตส์"
ได้รับการยืนยันจากจักษุแพทย์จำนวนมากว่าเป็นการฝึกดวงตา
ที่เป็นระบบช่วยรักษาสายตาคนไข้ได้เป็นจำนวนมาก...
สัญญาณอันตราย
ในขณะที่คุณโตขึ้นทุกวันนั้น พ่อแม่ของคุณก็แก่ลงเรื่อยๆเช่นกัน คุณเคยตั้งคำถามอยู่ในใจหรือไม่ว่า “คุณควรจะดูแลท่านอย่างใกล้ชิดเมื่อไหร่ แล้วสุขภาพท่านยังดีอยู่หรือไม่” ในบางครั้งพ่อแม่ของคุณอาจไม่ยอมรับว่าท่านต้องการคนคอยดูแล ซึ่งต่อไปนี้คือ 5 สัญญาณ ที่บ่งบอกได้ว่า ถึงเวลาที่พ่อแม่ของคุณต้องการคนดูแลช่วยเหลือแล้ว
1. ดูว่าน้ำหนักของพวกท่านลงบ้างหรือเปล่า
หลายคนเข้าใจผิดว่าผอมแล้วจะสุขภาพดี ซึ่งในทางกลับกันถ้าน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มันเป็นลางบอกคุณแล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติในร่างกายของคุณ ซึ่งน้ำหนักที่ลดลงของพ่อคุณก็สามารถชี้ให้เห็นว่าพวกท่านอาจจะมีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น โรคมะเร็ง โรคจิตเสื่อม โรคซึมเศร้า โรคขาดสารอาหาร หรือแม้กระทั้งโรคหัวใจล้มเหลวก็อาจเป็นได้ วิธีสังเกตุง่ายๆ คือ ดูจากชีวิตประจำวันของท่านว่าเปลี่ยนไปจากเดิมหรือไม่ เช่น พ่อแม่ของคุณยังมีแรงทำกับข้าว หยิบตะหลิวหรือไม่ อ่านฉลากสินค้าที่มีตัวอักษรเล็กๆออกหรือเปล่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจจะทำให้คุณตระหนักได้ว่าท่านมีอาการผิดปกติทางร่างกาย
2. พวกท่านทำงานบ้านได้เหมือนเดิมหรือไม่
คุณควรหมั่นตรวจดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในบ้านที่พ่อแม่คุณอยู่บ้างหรือไม่ เช่น บ้านขาดการดูแล หลอดไปไม่เปลี่ยน สนามหญ้าไม่ตัด หนักสือพิมพ์ไม่เก็บมาจากหน้าบ้าน จานไม่ได้ล้างหลายๆวัน เครื่องทำความร้อนหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดอยู่ตลอดเวลา มองด้านความปลอดภัย พ่อแม่ของคุณสามารถเดินขึ้นลงบันไดชันๆได้อย่างปลอดภัยหรือเปล่า แล้วพวกท่านเคยบอกคุณหรือเปล่าว่าท่านเคยล้มหรือได้รับบาดเจ็บอะไรตรงไหนบ้าง อีกทั้งคุณควรจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงในการได้ยินและการมองเห็นของพ่อแม่คุณไว้เสมอๆ เช่น ท่านสามารถอ่านคำแนะนำบนซองหรือขวดยาได้อย่างชัดเจนหรือเปล่า ท่านได้ยินเสียงเวลาคนพูดชัดเจนหรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้เป็นตัวเตือนที่น่ากลัวว่าร่างกายท่านอาจจะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
โดยสิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสามารถทำให้เราได้รู้ถึงสุขภาพร่างกายของพวกท่าน เช่น
- ก้นหม้อที่ไหม้เกรียมอาจแสดงให้เห็นว่า พ่อแม่คุณอยู่ในภาวะจิตเสื่อม คือลืมว่าตัวเองกำลังทำกับข้าว
อยู่ที่เตา
- ละเลยการทำงานบ้านอาจหมายถึง พวกท่านกำลังหดหู่ ทำให้สูญเสียแรงกระตุ้นในการทำงานบ้านต่างๆ
- ไม่มีการเปลี่ยนหลอดไฟอาจแสดงว่า สุขภาพร่างกายของพวกท่านไม่ค่อยสู้ดีแล้ว ทำให้พวกท่านไม่สามารถบำรุงรักษาบ้านได้เหมือนเดิม ซึ่งความปลอดภัยของพ่อแม่คุณเป็นสิ่งสำคัญที่คุณคววรระมัดระวังมากที่สุด และควรคิดวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ล่วงหน้า
3. พวกท่านดูแลตัวเองได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า
พ่อแม่ของคุณสามารถทำกิจวัตรประจำวันของท่านได้เหมือนเดิมหรือไม่ เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว
หรือแม้กระทั่งการดูแลความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า หากพวกท่านไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้
เหมือนเดิมอาจแสดงให้เห็นได้ว่าพวกท่านมีปัญหาด้านสุขภาพแล้ว
4. สุขภาพจิตของพวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง
หมั่นสังเกตุอารมณ์ของพวกท่านว่า มีอาการอารมณ์แปรปรวนหรือไม่ หดหู่ โศกเศร้า หรือเหงาบ้างหรือเปล่า พยายามซักถามพวกท่านบ้างว่าท่านรู้สึกอย่างไร คอยคุยกับท่านเรื่องกิจกรรมพี่พวกคุณทำกัน บอกพ่อแม่ของคุณไปเลยถ้าคุณคิดว่าพวกท่านดูซึมเศร้าหรือหดหู่ แล้วพยายามสนับสนุนให้พวกท่านไปพบแพทย์ แล้วเล่าความรุสึกของพวกท่านให้แพทย์ฟัง
5. พวกท่านเดินไปมาสะดวกหรือไม่
ในบางกรณีที่พ่อแม่ของคุณอาจจะประสบกับโรคกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง โรคเกี่ยวกับข้อต่อ และโรคอื่นๆ ของผู้สูงอายุ ทำให้ยากที่จะเคลื่อนย้ายตัวไปที่อื่น คุณควรให้ความสนใจเกี่ยวกับการเดินของพวกท่าน
หากท่านเดินลำบาก ไม่สามารถเดินได้ในระยะปกติ หรือต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุง สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าท่านมีปัญหาเกี่ยวกับเข่า หรือสะโพกซึ่งทำให้ยากต่อการเดิน อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการหกล้ม บาดเจ็บ และสามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ซึ่งวิธีที่จะช่วยลดอัยตรายจากการเกิดอุบัติเหตุคือ การใช้อุปกรณ์ช่วย
เดิน และทำบ้านให้ปลอดภัยต่อการเดินมากยิ่งขึ้น
สุดยอดคำถาม...ที่คุณ(จำเป็น) ต้องรู้
กินหวานมากทำให้ผิวเหี่ยว จริงหรือ?
จริง เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป มันจะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เกิดภาวะผิวเครียด นำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน และเหี่ยวย่นในที่สุด
คนผิวแห้งมีโอกาสเกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน จริงหรือ?
จริง เพราะคนผิวแห้งขาดซีบัม หรือสารไขมัน กลไกปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร คนผิวแห้งควรดูแลทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิว
เอาน้ำแข็งถูหน้า ก่อนนอนจะทำให้หายมันได้ จริงหรือ?
ไม่จริง แก้ปัญหาหน้ามันให้ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาให้ทั่วใบหน้า ไม่ต้องล้างออก น้ำเมือกจะแห้งไปภายใน 5-10 นาที ทำก่อนนอน หน้าก็หายมัน
สวมเสื้อผ้าหนาๆ ให้เหงื่อออกเยอะทำให้ผอมเร็วจริงหรือ?
ไม่จริง เหงื่อออกเยอะคือ ภาวะร่างกายโดนความร้อนแล้วระบายออกมา ไม่ใช่การเผาผลาญไขมัน พอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็เท่าเดิม
การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส จริงหรือ?
จริง การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆ ค้างไว้นับ 1-30 แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นจะทำให้โลหิตบริเวณหนังศีรษะ และใบหน้าหมุนเวียนดียิ่งขึ้น ส่งผลกระทบให้ผิวหน้าดูสดใส
การฝึกกลั้นหายใจ ชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ จริงหรือ?
จริง การหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงหายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัยและรอยคล้ำได้
การร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ จริงหรือ?
ไม่จริง หัวเราะต่างหากที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีให้หมดไปได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ถึง 20% ถ้าได้หัวเราะวันละสัก 10-15 นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานมาก ถึง 50 แคลอรี
ใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำ ทำให้ขาใหญ่จริงหรือ?
จริง เพราะช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษให้เข้ากับสภาพอากาศ เมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น ทำให้เกิดเซลลูไลท์
อันตรายจากนมวัวที่คุณคาดไม่ถึง
นายแพทย์บรรจบ นักธรรมชาติบำบัดของไทยเผยว่า...."ผม ก็เหมือนกับ แพทย์คนอื่น ๆ ที่ร่วมส่งเสริม ให้คนไทย กินเนื้อ นม ไข่ ตั้งแต่เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ที่ผมจบใหม่ ๆ นั่นเป็นสมัยที่ ประชาชนส่วนใหญ่ ขาดโปรตีน และแคลอรี แต่ทุกวันนี้ ปัญหาสุขภาพ คนไทย เปลี่ยนไป คนไทย ตายด้วยโรค หัวใจ- หลอดเลือด เป็นอันดับแรก ๓๐% ของประชากร เป็นโรคอ้วน ๕๐% ของประชากร มีไขมันเลือดสูง โรคเหล่านี้ มีสาเหตุจาก การกินล้นเกิน และกินผิดส่วน แม้แต่ปัญหาสุขภาพ ของเด็ก เด็กอายุต่ำกว่า ๖ ปี ในโรงเรียนเอกชน มีโคเลสเทอรอลสูง ๒๕% เด็กวัย ๖-๑๕ ปี มีโคเลสเทอรอลสูง ๗๐% เนื่องจากเด็กๆ ดื่มนม กินฟาสต์ฟู้ด แบบตะวันตกนั่นเอง
....."ในอีกด้านหนึ่ง เรากำลังเจอ มรสุมเศรษฐกิจ ทราบไหมว่า ทุกวันนี้ เราเสียเงินตรา ซื้อนม จากต่างประเทศ ปีละ นับหมื่นล้านบาท ถ้าเรา ละเลิก การดื่มนมได้ อาศัยอาหารพื้นบ้าน ที่ให้คุณค่า ได้พอๆ กัน ก็ช่วยชาติ ได้อีกทางหนึ่ง นี่คือประเด็นใหม่ ในวันนี้ ที่ทำให้ผม ต้องยกมือ เสนอความเห็นว่า คนไทยวันนี้ ไม่จำเป็นต้องดื่ม นม (วัว)
....."ประเด็นแรก ที่คนไทย ไม่ควรดื่มนม คือ นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคอ้วน ไขมันสูง โรคหัวใจหลอดเลือด ประเด็นนี้ ใช้สามัญสำนึก ตรองดู ก็รู้ นมวัว มาจากสัตว์ จึงมีโคเลสเทอรอล และกรดไขมันอิ่มตัว เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคอ้วน ไขมันเลือดสูง โรคหัวใจหลอดเลือด งานวิจัยของ มูลนิธิ อุตสาหกรรมนม สหรัฐฯ ก็ยืนยันเรื่องนี้
....."ประเด็นที่ ๒ นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคภูมิแพ้ ลำไส้ใหญ่อักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ไซนัสอักเสบ หอบหืด
....."นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ กลุ่มโรคภูมิแพ้ เรื่องนี้ ยืนยันด้วย งานวิจัยมากมาย กลไกของการแพ้ เป็นได้หลายสาเหตุ เช่นแพ้แล็กโตสในนม ซึ่งคนเอเชีย ๘๐% ไม่มีน้ำย่อยตัวนี้ แพ้แบบนี้ จะแสดงด้วย อาการท้องเสีย แต่มักเป็นอยู่ไม่นาน ร่างกาย จะสร้างเอมไซม์ ออกมาเอง
....."แต่แพ้อีกกรณีหนึ่ง คือแพ้เคซีน และ Beta lactoglobulin ในนม ซึ่งจะเกิด อาการแพ้ มากน้อย ตามแต่ละบุคคล นักวิชาการบางคน อาจบอกว่า เคซีน เป็นโปรตีนธรรมดา จะถูกย่อยเป็น กรดอะมิโน ไปหมด แท้ที่จริงแล้ว โปรตีน แต่ละแห่ง ใช่จะถูกย่อย และดูดซึม ไปใช้ได้หมด ภาษา โภชนาการ มีคำว่า Net Protein Utilization เนื้อสัตว์มี NPU ๖๗% แปลว่า มีอีก ๒๓% ที่ดูดซึมไม่ได้ นมมี NPU ที่ ๘๒% แปลว่ามี ๑๘% ที่ดูดซึมไม่ได้ จะถูก แบคทีเรีย ย่อยสลาย ทำให้เกิดสาร immune complex ก่อภูมิแพ้ตัวใหม่ ๆ ขึ้น คนที่ท้องผูก อุจจาระที่แข็ง จะครูดผ่าน เยื่อบุลำไส้ ทำให้ สารประกอบโปรตีน เหล่านี้ หลุดเข้าสู่ร่างกาย ก่อให้เกิด ภูมิแพ้ ต่อไป
....."ประเด็นที่ ๓ นม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคกระดูกผุ ประเด็นนี้ เป็นเรื่องแปลกใหม่ ที่ชวนคิด เรามักคิดว่า นมเป็นแหล่งของ แคลเซียม ย่อมจะดี สำหรับป้องกัน โรคกระดูกผุ แต่แท้ที่จริง อาหาร ที่มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ในอัตราส่วน ๒ : ๑ หรือมากกว่านั้น จึงจะดี เช่น นมแม่ มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ๒.๓๕ : ๑ ถือว่า ดีกับทารก ส่วนนมวัว มี แคลเซียม ต่อ ฟอสฟอรัส ๑.๒๗ : ๑ ฟอสฟอรัสที่สูงเกิน จะกระตุ้นให้ พาราไทรอยด์ หลั่งฮอร์โมน ดึงแคลเซียม จากกระดูก ไปสมดุลกับ ฟอสฟอรัส นี่เป็นข้อคิด จาก นายแพทย์ แฟรงก์ ออสกี หัวหน้าฝ่าย กุมารเวช ศูนย์การแพทย์ อัพเสท มหาวิทยาลัย นิวยอร์ก
....."นอกจากนี้ ภาวะโปรตีนล้นเกิน จะก่อให้เกิด การสูญเสียแคลเซียม ออกทางปัสสาวะ ทุกวันนี้ คนไทย กินเนื้อสัตว์ ซึ่งมี ฟอสฟอรัส สูงกว่า แคลเซียม ๘-๒๐ เท่า การดื่มนม เพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่ง ซ้ำเติมภาวะ สูญเสียแคลเซียม จากกระดูกได้
....."สี่ประเทศ ที่ดื่มนม มากที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐฯ สวีเดน ฟินแลนด์ และ สหราชอาณาจักร กลับมีแนวโน้ม โรคกระดูกผุ สูงขึ้นทุกปี ตรงกันข้ามกับ ประเทศที่ดื่มนมน้อย เช่นใน แอฟริกา โรคกระดูกผุ กลับไม่ปรากฏ กรณีศึกษา ผู้หญิงบันดู ในแอฟริกา ซึ่งกินโปรตีน ไม่ถึงครึ่ง ของชาวอเมริกัน ทั้งสูญเสีย แคลเซียม ด้วยการ ให้นมลูก ถึง ๑๐ คน ตลอดชีวิตของเธอ แต่ปรากฏว่า โรคกระดูกผุ กลับพบน้อยมาก
....."ประเด็นต่อมา นม เพิ่มความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็ง งานวิจัย ทางระบาดวิทยา หลายชิ้น ยืนยันเรื่องนี้ เช่น นายแพทย์ไมเคิล ฮินด์ฮีด สถาบันวิจัย โภชนาการ แห่งชาติเดนมาร์ก ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ ๑ ประเทศเดนมาร์ก ถูกปิดล้อม เขาเสนอให้ รัฐบาลของเขา เปลี่ยนแปลง ระบบ เกษตรกรรม จากเลี้ยงวัว มาปลูกข้าวไรย์ ข้าวสาลี ประชากร ก็ลดการ บริโภคนมลง ปรากฏว่า ช่วงสามปีจาก ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๗ อัตราการเป็น มะเร็ง ของชาวเดนมาร์ก ลดลงถึง ๓๔ % เลยทีเดียว
....."อีกชิ้นหนึ่ง เป็นงานของ ตากาวา เขาศึกษา อาหาร ของคนญี่ปุ่น นับตั้งแต่ แพ้สงครามโลก ครั้งที่ ๒ อเมริกา เข้าไปส่งเสริมชีวิต แบบ ชาวอเมริกัน ด้วยเวลา ๒๕ ปี นับตั้งแต่ ค.ศ. ๑๙๕๐-๑๙๗๕ เขาพบว่า คนญี่ปุ่น ดื่มนมเพิ่มขึ้น ๑๕ เท่า กินเนื้อสัตว์ เพิ่มขึ้น ๗.๕ เท่า ลดการกิน ข้าว ลง ๗๐ % ผลก็คือ ผู้หญิงญี่ปุ่น ป่วยเป็น มะเร็งปอด เต้านม ลำไส้ใหญ่ เพิ่มขึ้นจากเดิม ๓๐๐ % กรณีเช่นนี้ กำลังเกิดขึ้นกับ คนไทยในปัจจุบัน
....."หลังสุด การประชุม ที่จัดโดย กองทุนวิจัย มะเร็งโลก (WCRF) และ สถาบัน มะเร็ง แห่งชาติสหรัฐฯ (AICR) ซึ่งรวบรวม ผลวิจัย นับพันๆ ชิ้น แล้วสรุป เมื่อปี ๑๙๙๗ นี้เองว่า มีปัจจัย เพิ่มความเสี่ยงต่อ มะเร็ง หลายอย่าง รวมทั้งนม และผลิตภัณฑ์นมเนย
....."นักวิชาการบางคน แก้ต่าง ให้แก่นมว่า ที่ฝรั่ง เกิดมะเร็งมาก เพราะเขาดื่มนมมาก ถึงปีละ ๑๕๐ ลิตร/คน/ปี เกินความต้องการของ ร่างกาย แต่คนไทย ยังดื่มนมน้อย พร้อมกันนั้น ก็เสนอว่า เด็กไทย ควรดื่มนม วันละ ๒-๓ แก้ว ผู้สูงอายุ ดื่มวันละ ๑-๒ แก้ว ข้อเสนอนี้ ช่างขัดแย้งในตัวเอง อย่างยากจะเข้าใจยิ่ง ลองคำนวณดูซิครับ ดื่มคนละ ๑๕๐ ลิตร/ปี เฉลี่ยแล้ว เท่ากับ ๔๑๐ ซีซี/วัน หรือ ๑.๖๔ แก้ว เท่านั้นเอง นั่นยังถือว่า ฝรั่ง ดื่มนม เกินความต้องการของ ร่างกาย อยู่แล้ว แต่ นักวิชาการไทยเหล่านี้ กลับยืนยัน ให้คนไทย ดื่มนมวันละ ๒-๓ แก้ว
....."ถามว่า ถ้าคนไทยไม่กินนม จะได้ สารอาหาร จำเป็น จากไหน... ก่อนอื่น ไขมันในนม ไม่พึงพิสมัยอยู่แล้ว มีแต่จะทำให้ ไขมันล้นเกิน
....."โปรตีนในนม แท้จริงนม ๑ แก้ว ให้โปรตีน ๘.๕ กรัม ถ้ากิน น่องไก่ ๑ ชิ้น (๑๐๐ กรัม) จะได้โปรตีน ๒๑ กรัม แค่นี้ ก็เห็นได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องพึ่ง โปรตีน จากนม
....."แคลเซียม ในนม แท้จริงนม ๑๐๐ กรัม ให้แคลเซียม ๑๑๘ มิลลิกรัม ส่วนนม ที่ผสม แคลเซียม จะให้ ๑๖๐ มิลลิกรัม ทีนี้ถ้าดู อาหาร พื้นบ้าน ของไทย จะเห็นว่า มีแหล่ง แคลเซียม มากมาย หลักง่ายๆ คือ กุ้งแห้ง ปลากรอบ ปลาเล็กปลาน้อย เป็นแหล่งแคลเซียม มากกว่านม ๑๓-๒๓ เท่า งาดำคั่ว ให้แคลเซียม มากกว่านม ๑๔ เท่า ผักต่างๆ ให้แคลเซียม มากกว่านม ๓-๔ เท่า เต้าหู้ มีแคลเซียม มากกว่านม ๒ เท่า กินเต้าหู้ ๑ ก้อน ให้แคลเซียม เท่ากับ นม ๑ แก้ว
....."ตรงนี้ นักวิชาการบางคน พยายามจะชี้ว่า ถึงผักต่าง ๆ จะมี แคลเซียม มากกว่า แต่สารไฟเตต ในผัก จะกีดกัน การดูดซึมแคลเซียม คนไทย จึงต้องพึ่งพา นม ต่อไป แท้จริง ประเด็นดังกล่าว เป็นความเชื่อ สมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๑ และ ๒ แต่ภายหลัง เมื่อปี ๑๙๖๒ องค์การ FAO และ WHO ก็ร่วมกัน ประกาศว่า ในชนชาติที่ กินธัญพืช เป็นประจำ ร่างกาย จะมีเอมไซม์ ไฟเตส ย่อยสลาย ไฟเตต ได้ ร่างกาย จึงสามารถ ดูดซึมแคลเซียมได้ จากพืชผักท้องถิ่น ที่กินกันอยู่
....."ผมคิดว่า นมถั่วเหลือง น่าจะเข้ามา ทดแทนได้ ในแง่ของ แหล่งโปรตีน เพราะนมถั่วเหลือง ๑ แก้ว ให้โปรตีน ๗ กรัม น้อยกว่า นมวัว เพียงเล็กน้อย ถั่วเหลือง มีสาร ไฟโตอิสโตรเจน ช่วยลดอาการ ใกล้หมดประจำเดือน ช่วยป้องกัน มะเร็ง อีกด้วย
....."เมื่อกว่า ๔๐ ปีที่แล้ว นายแพทย์ยงค์ ชุติมา ในนามของ กระทรวงสาธารณสุข เคยรณรงค์ ให้คนไทย ปลูกถั่วเหลือง อย่างแพร่หลาย และให้ ทำนมถั่วเหลือง ดื่มกัน ถือเป็น "meat for the poor" เวลานี้ ประเทศไทยของเรา กำลังวิกฤต พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริม ทิศทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเราจะ หันมาหา การปลูกถั่วเหลือง ส่งเสริมคนไทย กินผลิตภัณฑ์ จากถั่วเหลือง เงินตรา ไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ
....."กาลเวลาเปลี่ยนไป ปัญหาเปลี่ยนไป ทั้ง นักวิชาการ และรัฐบาล ควรปรับนโยบาย ให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ เพื่อสุขภาพของ ประชาชน และเศรษฐกิจ ของประเทศชาติครับ"
อาบผิวให้สวยผ่อง
การอาบน้ำ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆที่ไม่น่าจะมีรายละเอียดอะไรมากมาย แต่จะอาบอย่างไรให้ผิวพรรณของคุณที่นอกจากจะ สะอาดหมดจดแล้ว ยังนุ่มเนียน สดใส ไม่แห้งแตก สนใจแล้วสิคะ ?
ประการแรก ต้องให้ความสนใจกับอุณหภูมิของน้ำที่จะอาบก่อนค่ะ เพราะอุณหภูมิของน้ำจะมีความสัมพันธ์กับระบบการไหลเวียนโลหิตตลอดจนระบบการหายใจของเราค่ะ ส่วนคุณจะเลือกอุณหภูมิของน้ำ
ที่จะอาบอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็และสภาพอากาศเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีข้อดี
แตกต่างกันไปค่ะ
น้ำร้อน หากคุณเป็นคนขี้หนาว หรือเข้าหน้าหนาวมาก ก็เหมาะที่จะอาบน้ำร้อน อุณหภูมิที่กำลังดี
ก็คือ 38-40 องศาเซนเซียสค่ะ แต่ไม่ควรจะอาบน้ำในอุณหภูมินี้นานติดต่อกันเกินกว่า 10-15 นาทีนะคะ และเมื่ออาบเสร็จแล้ว หลังจากเช็ดตัวให้แห้งแล้ว ก็ลูบไล้ผิวด้วยครีมบำรุงผิว เพื่อป้องกันผิวแห้งจากการสูญเสียไขมันไปกับการอาบน้ำ แล้วก็จิบน้ำชาร้อนๆเสียหน่อย ก็จะอุ่นไปทั้งตัวค่ะ
น้ำอุ่น หากหนาวน้อยหน่อย ก็ใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิระหว่าง 27-34 องศาเซนเซียสค่ะ ซึ่งจะทำให้
ร่างกายผ่อนคลายได้เป็นอย่างดีทีเดียว และคุณสามารถใช้เวลาในการอาบนาน 20 นาที - 1 ชั่วโมง
เลยละค่ะ
น้ำเย็น ในช่วงอากาศร้อนแสนร้อน แน่นอนว่าคุณคงต้องการอาบน้ำเย็นให้ชื่นฉ่ำหัวใจ ซึ่งอุณหภูมิ
ที่แนะนำก็คือ 21-27 องศาเซนเซียสค่ะ แต่ก็ไม่ควรจะอาบนานนะคะ น้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อ
และผิวพรรณตึงตัวได้ดี ระบบการหายใจดี ลดความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้ดีค่ะ
สำหรับผู้ที่ใช้อ่างอาบน้ำ สิ่งที่จะกระซิบบอกเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสดชื่นแก่ผิว ก็คือ การใส่น้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่คุณชอบ หรืออาจจะเพิ่มเกลืออาบน้ำลงไปด้วย ก็จะยิ่งหอมสดชื่นขึ้นค่ะ หากมีเวลามากพอ
ก็ใช้ สูตรน้ำผึ้งอาบน้ำ เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลให้แก่ผิวพรรณ ด้วยสูตรง่ายๆคือ ใช้น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะผสมในน้ำอุ่น แล้วแช่ตัวลงไปในอ่างอาบน้ำ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วละคะ
ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการอาบน้ำแบบใด พึงระลึกไว้เสมอว่า สบู่ ครีมอาบน้ำที่คุณจะเลือกใช้นั้น ควรจะ
เป็นชนิดที่อ่อนโยนต่อผิว รวมทั้งใช้อุปกรณ์ขัดผิว เช่น ใยบวบ, หินขัด ฯ ขัดเซลที่ตายให้หลุดลอก
ออกไป เพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใสได้อย่างเต็มที่ยังไงละคะ
สิ่งที่ไม่ควรจะลืมหลังจากอาบน้ำและเช็ดตัวแล้วทุกครั้ง ก็คือ การลูบไล้ผิวทั่วเรือนร่างด้วย น้ำมันบำรุงผิว หรือ ครีมบำรุงผิวทุกครั้งค่ะ และหากคุณจะต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดร้อนภายนอก ก็ควรจะใช้ครีมบำรุงผิวชนิดที่ป้องกันรังสีอัลตร้าไวโอเลตด้วยนะคะ ผิวผ่องจะได้อยู่กับคุณนานๆค่ะ
อาหารกับสิว
สิว เป็นโรคสำหรับคนหนุ่มสาวก็ว่าได้ เพราะเรามักพบเห็นคนเป็นสิวเมื่ออยู่ในช่วงวัยรุ่น และจะ ค่อย ๆ ลดน้อยลงเมื่ออายุพ้น 25 ปี ไปแล้ว
แต่ข้อสรุปนี้...ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคน เนื่องจากบางคนเกิดมา สิวสักเม็ดบนใบหน้าก็ไม่เคยได้สัมผัส
ในขณะที่บางคนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา ค่ารักษาสิวกันแบบจะล่มจะจมกันไปเลยก็มี
สำหรับคนเป็นสิว เรามักมีคำพูดปลอบใจติดปากที่ติดหูมาจากโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า สิว...เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งก็ช่วยลดความกังวลใจเบื้องต้นลงได้ระดับหนึ่ง
แต่ถ้าต้องการลดทั้งความกังวลใจ และปริมาณสิว ก็ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคกันดูสักตั้ง
เผื่ออะไรอะไรบนใบหน้าจะดีขึ้นมาบ้าง เพราะสิวมีความสัมพันธ์กับผิวหน้าที่มีความมัน และความมันที่
เกิดขึ้นบนใบหน้าก็มีความสัมพันธ์กับอาหารการกิน
ผิวหน้าที่มีความมันนั้น เกิดจากต่อมไขมันบนใบหน้าผลิต Sebum (ไขมันที่ถูกขับจากต่อมที่เรียกว่า Sebaceousglamg) มากเกินไป ซึ่งการผลิต Sebum ในปริมาณมากนั้น เป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศชายหรือที่เรียกว่า เทสโทสเตอโรน ซึ่งสร้างจากอัณฑะผู้ชายและต่อมหมวกไตในผู้หญิง ฮอร์โมนตัวนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นต่อมน้ำมันที่ผิวหน้าให้สร้างน้ำมันออกมามาก จนทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน และเกิดเป็นสิวในที่สุด
ฉะนั้น หากคุณรับประทานอาหารไขมันมาก Sebum ก็จะถูกผลิตมาก สิวก็จะมากตามไปด้วย ถ้าคุณเป็นคนผิวธรรมดา Sebum ก็จะถูกผลิตไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นคนผิวมัน ก็เห็นได้ชัดเจนถึงการผุดเพิ่มของเม็ดสิว อันเนื่องมาจากการรับประทานอาหารมัน คนเป็นสิวจึงไม่ควรรับประทานอาหารมันมาก
นอกจากนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ประกอบด้วยไขมันชนิดอิ่มตัว เช่น น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นม เนย ครีม เพราะไขมันอิ่มตัวทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนที่ใบหน้าได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจึงมักแนะนำให้คนที่เป็นสิวมาก เลือกใช้น้ำมันพืชชนิดที่มีไขมันไม่อิ่มตัว ลดไขมันสัตว์และน้ำมันพืชชนิดไฮโดรจิเนต (Hydrogenated Vege
le Oil) หรือที่เรียกว่า ไขมันแปลงสภาพ ซึ่งนิยมใช้ในกระบวนการผลิตอาหารสำเร็จรูป เพราะช่วยให้อาหารมีหน้าตาดีและรสชาติดีกว่าการใช้น้ำมันพืช
และในผู้ชายยังพบว่า การรับประทานอาหารหวาน แป้ง น้ำตาล โดยเฉพาะพวกขนมอย่างเช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วลิสง น้ำอัดลม เรียกได้ว่า เป็นอาหารแสลงเฉพาะบุคคล ซึ่งก็ต้องอาศัยการสังเกตตัวเอง ว่าตนแสลงกับอาหารประเภทไหนก็พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทนั้น
เมื่อหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารแสลงสิวกันได้แล้ว ก็ลองมาเพิ่มอาหารที่ช่วยบรรเทาการเกิดสิวกันดูบ้าง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ๆ เช่น ข้าวกล้องหรือพืชผักผลไม้
2 แรงแข็งขันกันขนาดนี้ แล้วยังจะเป็นสิวเต็มหน้าอีก ก็เห็นทีต้องพาสิวไปพบหมอกันแล้วแหละ แต่ก่อนไปก็อย่าลืมว่า...สุขภาพดีต้องเริ่มที่ตัวเรา
อาหารการกิน
โภชนาการเพื่อสุขภาพคนรุ่นใหม่ศึกษาเรื่องอาหารมีประโยชน์ มีคำถามเสมอว่ากินผักนี้ดีอย่างไร กินอะไรจึงจะไม่เป็นโรคหัวใจ กินตับดีไหม ความดันสูงต้องกินอะไร ความดันต่ำกินอะไรดี ความสนใจตรวจสุขภาพ ทำให้มีโอกาสได้รับคำเตือนล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้เกิดโรค มีการกินอาหารเพื่อควบคุมโรค แม้แต่เพื่อรักษาโรค อาหารเพื่อสุขภาพจะเป็นอาหารที่ไม่ทำให้อ้วนและสามารถ ป้องกันโรคได้
อาหารไทยเดี๋ยวนี้ได้ชื่อใหม่ไปแล้ว เป็นอาหารสมุนไพร ยำสมุนไพร ลาบสมุนไพร แกงสมุนไพร ไข่เจียวสมุนไพร ใช้คำว่าสมุนไพรพร่ำเพรื่อ อยากเห็นคนขายเรียกชื่อเครื่องปรุงหลักที่ใส่ในอาหาร เช่น น้ำขิง น้ำตะไคร้ ยำตะไคร้ ลาบปลาช่อน แกงคั่วใบยอ ไข่เจียวใบบัวบก การออกชื่อเครื่องปรุงหลักจะช่วยให้ผู้บริโภคเดาลักษณะของอาหารได้ ไม่ใช่ต้องกินก่อนจึงจะบอกได้ว่าใส่อะไรบ้าง ของดีของคนหนึ่งอาจจะไม่เหมาะกับอีกคนหนึ่ง พืชสมุนไพรที่คนหนึ่งหอม อาจจะเหม็นสำหรับอีกคนหนึ่ง ถ้าเหม็นเสียแล้วถึงจะมีประโยชน์ก็ไม่กิน
อาหารมีประโยชน์คืออาหารที่กินแล้วแข็งแรง ไม่อ้วน สุขภาพดีไปด้วยกันกับความสวยงาม คนอยากสวยกินอาหารที่ทำให้แข็งแรงและสวยงาม คนสวยต้องไม่อ้วนมากหรือผอมมาก ผิวดี ผมสวย เล็บสวย ฟันดี ต้องได้กินอาหารที่มีผัก ผลไม้สดมากๆ ไขมันน้อย ได้น้ำมันจากถั่วเหลือง รำข้าว เมล็ดดอกทานตะวัน มากกว่าจากเนย มะพร้าว และไขวัว
ข้าวกล้องมีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาว คนส่วนมากไม่ชินกับข้าวกล้อง ต้องฝึกให้กินทีละน้อย อาจผสมกับข้าวขาวก่อน ทุกอย่างต้องการความเคยชิน เด็กเริ่มหัดกินอาหารจะไม่ชอบกินข้าว ต้องหัดอยู่นานหลายเดือนจึงจะกินข้าวได้ เมื่อกินข้าวแล้ว ต้องหัดกินกับข้าวอีก ต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะกินแกงที่มีรสเผ็ดได้ ถ้ากินข้าวกล้องครั้งแรกไม่อร่อย ลองค่อยๆกินต่อไป นานเข้าจะอร่อยจนไม่ยอมกินข้าวขาว
กินข้าวกล้องส่งเสริมสุขภาพดีกว่า กับข้าวทุกชนิด ในแต่ละมื้อ เรากินข้าวมากกว่ากับข้าว ที่มาของสารอาหารที่เราได้รับส่วนมากมาจากข้าว หัดกินข้าวกล้องให้ชิน จะรักษาสุขภาพได้ง่ายกว่ากินอย่างอื่นๆ บางทีต้องเลือกซื้อแบบที่อร่อย ไม่ต้องลำบากพยายามกิน มีข้าวกล้องอร่อยขาย ทำจากข้าวหอมมะลิ หุงเหมือนหุงข้าวขาวธรรมดา ไม่ต้องแช่น้ำล่วงหน้า ไม่ต้องหุงนานเป็นพิเศษ อาจมีการขัดสีออกบางส่วน แต่ยังอร่อย ได้กินบ่อยๆจะชอบมากกว่ากินข้าวขาว
ข้าวกล้องมีเส้นใยอาหารมากกว่าข้าวขาว เมื่อหุงสุกแล้วไม่เกาะกันแน่น ตักข้าวกล้องจานหนึ่งมีข้าวน้อยกว่าข้าวขาว ใช้เวลาเคี้ยวกินมากกว่าเพราะไม่นุ่มเท่าข้าวขาว ทำให้กินข้าวน้อยลง แต่อิ่มเท่ากัน กินข้าวกล้องจึงไม่อ้วน เส้นใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งทางเดินอาหารทำให้อาหารผ่านลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่สะสมสารพิษในร่างกาย
อาหารไทยเกือบทุกจานมีพริกไทย พริกสด กระเทียม หัวหอม รากผักชี เป็นส่วนประกอบ ไม่ต้องบอกว่าเป็นอาหารสมุนไพร เราก็ใส่สมุนไพรอยู่แล้ว การผสมกระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกเข้าด้วยกัน ทำให้อาหารมีกลิ่นหอม ดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันเครื่องปรุงเหล่านี้มีสรรพคุณทางยาด้วย
พริกไทย ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ และกระตุ้นประสาท
กระเทียม ช่วยระบายไขมันในเลือด แก้ความดันสูง เส้นเลือดเปราะ แก้ท้องเสีย ขับลมและขับเหงื่อ ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ บำรุงหัวใจ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ช่วยย่อย ฆ่าเชื้อในปากและลำคอ
หัวหอม ใช้ขับลม แก้หวัดคัดจมูก หยุดการลุกลามขยายตัวของเซลล์มะเร็ง แก้โรคตา โรคไข้กำเดา
รากผักชี ช่วยขับลม บำรุงหัวใจ กระตุ้นการทำงานของกระเพาะและลำไส้ แก้คลื่นไส้ อาเจียน
พริกขี้หนู พริกชี้ฟ้าสด ช่วยเร่งการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย ให้วิตามินซี บำรุงผิวหนังและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงกระดูกและฟัน แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร
คนรุ่นใหม่หัดกินอาหารที่ปรุงแบบไทย ต้มยำเป็นอาหารยอดนิยมจนแพร่หลายไปในต่างประเทศ ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่ขายดีที่สุดของร้านอาหารไทย อาจเกิดจากเป็นของชอบของคนไทย เป็นอาหารที่ทำได้เร็ว เหมาะที่จะมีขายในร้านอาหาร ไม่ว่าจะกินข้าวกับอะไร ต้มยำกุ้งช่วยให้คล่องคอ ให้รสกลมกล่อมและให้น้ำ ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำมะนาว พริกขี้หนู ล้วนทำให้อร่อยและช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด แน่นท้อง
อาหารไทยเป็นอาหารที่กินได้ทุกวันไม่มีเบื่อ พริก หอม กระเทียม เป็นเครื่องปรุงหลักของอาหารไทย เพียงเปลี่ยนชนิดของพริก เพิ่มตะไคร้ ข่า ผิวมะกรูด หรือใบมะกรูด ใส่กะปิ จะเป็นแกงอย่างใหม่ ในแกงไทยมีเครื่องหอมต่างๆผสมกัน ใส่ในจำนวนมากพอที่จะเพิ่มสารอาหารและเส้นใยอาหาร ประกอบกับเนื้อสัตว์และผัก ทำให้เป็นอาหารที่อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีไขมันน้อย กินกับข้าวกล้องจะให้สารอาหารทุกอย่างที่ร่างกายต้องการ กินได้บ่อยโดยไม่อ้วน
คนรุ่นใหม่กินข้าวกับแกงเลียงผักรวม แกงส้มดอกแคใส่ผักบุ้ง ยำต่างๆ ส้มตำมะละกอ กินข้าวกับน้ำพริก ผักสด ผักต้ม มีปลาย่าง ไก่ย่าง ตับย่าง หมูย่าง สำหรับเพิ่มรสและเพิ่มสารอาหารโปรตีน ไม่ดื่มน้ำหวาน ไม่ใส่รสหวานในกับข้าว รับรสหวานของพืชผักต่างๆตามธรรมชาติ กินผลไม้แทนขนมหวาน หลีกเลี่ยงขนมพวกแป้งทอด อาหารชุบแป้งทอดที่ทำให้อ้วนเพราะมีแต่แป้งกับน้ำมัน คนรุ่นใหม่จะแข็งแรง รูปร่างดีและอายุยืน
อาหารแฝงที่ทำให้อ้วน
หลายๆคนอาจจะบอกว่า ตัวเองไม่ได้กินพวกของมันๆ กินแต่ผักและผลไม้ และอาหารแคลอรีต่ำๆ ทำไมหนอ ยังอ้วนอยู่อีก
พอถามไปลึกๆกลับพบว่า คนเหล่านี้ยังชอบอาหารพวกขนมขบเคี้ยว กินอาหารว่างบ่อยๆ หรือชอบนะละที่จะกินขนมหวานหรือ ไอศกรีม ยังไม่พอ น้ำเปล่าไม่เคยสน ล่อแต่น้ำอัดลม หรือ ไป Drink แอลกอฮอล์บ่อยมาก พวกเหล่านี้แหละครับที่เรียกว่า อาหารแฝงที่ทำให้อ้วน
ใครชอบขนมขบเคี้ยวที่เป็นซองๆ ชอบมากที่จะกินไปดู TV ไป หรืออย่างตอนนี้บอลโลก เชียร์อังกฤษ บราซิล (ตกรอบหมดแล้ว) ต้องมีขนมขบเคี้ยวโดยเฉพาะพวกมันฝรั่งทอดนี้ชอบสุดๆ เผลอๆ กินเพลินกว่าจะจบการแข่งขันล่อไป 2-3 ซองใหญ่ๆ คุณรู้เปล่าว่า ของพวกนี้บางที มีแคลอรีมาก
อย่าง มันฝรั่งทอดกรอบ 100 กรัม ปาเข้าไป 560 Cal หรืออย่าง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว 100 กรัม ก็ ล่อไป 597 Cal ใครชอบเมล็ดอัลมอนต์คั่ว พึกสำเหนียกว่า 100 กรัม ก็ 627 Cal หรืออยากหุ่นดีเพราะชอกโกแลต จะบอกให้ว่า 100 กรัม ปาเข้าไป 528 Cal
ใครกิน 3 ซอง ก็เข้า 3 คูณแล้วกัน เห็น Cal แล้วหลายๆคนคงพากันสลบ เพราะกินเข้าไปเป็นพัน นี้เฉพาะอาหารว่างนะนี้นะ
มาดูพวกชอบสวาปามอาหาร fast food บ้าง อันนี้หลายๆคนน่าจะรู้ว่าเป็นตัวมหันตภัยของความอ้วนจริงๆ เพราะแค่ แฮมเบอร์เกอร์ไก่ ขนาด 147 กรัมก็ปาเข้าไป 450 Cal หรือแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ 150 กรัม ก็ 385 Cal ใครไปกินพิซซ่าบ่อยพึงสังวรเถิดว่าเจ้านี้แหละที่เป็นตัวสร้างพุงดีที่สุด เพราะว่า ขนาด 375 กรัม Cal พุ่งกระฉูดถึง 876 Cal
มาดูไอติมที่หลายๆคนบอกว่าไม่น่าจะมี Cal เท่าไรมั้ง 100 กรัมก็ปาเข้าไปเนาะๆ 176 Cal หรืออย่างพวกขนมหวาน ลูกหวาด 100 กรัม ก็ 314 Cal แยมสตอร์เบอร์รี่ก็ 100 กรัม 264 Cal บางคนบอกว่าดูไปไม่เห็น Cal เยอะ แต่อย่าลืมว่าพวกนี้คุณไม่ได้กินเป็นอาหรหลักแน่ๆ แต่กินเป็นของหวานหลังจานหลัก
ส่วนใครบางคนลดน้ำหนักได้เพราะเลิกดื่มน้ำอัดลม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เร่องน่าประหลาดใจ เพราะว่า หากใครชอบกินน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่าแล้วสามารถเลิกได้ หมายถึงว่าคุณสามารถลด Cal ในแต่ละวันได้ถึง 600-800 Cal เลยทีเดียวเชียวค่ะ
แล้วบางคนนะ อุตส่าห์อดอาหาร แต่ชอบเที่ยวกลางคืน ก็ไม่ต้องห่วงค่ะ ทั้งแอลกอฮอล์ แล้วพวกของแกล้มที่ส่วนใหญ่จะเป็นพวกของทอดน้ำมัน หรือเนื้อสัตว์ที่มันเยิ้มๆ จะไม่อ้วนได้ไงจริงไหม นอกเสียจากว่า ไปเที่ยวจะกินน้ำเปล่ากับอาหารชีวจิต ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีใครทำ อ้อ ขอบอกหน่อยว่า เบียร์นะค่ะ 1 ขวดใหญ่ ก็ประมาณ 320 Cal พวกคอแข็งๆ ล่อไป 3-5 ขวดก็รับ Cal ไป 960-1600 Cal นี้เฉพาะเบียร์นะ ยังไม่รวมกับแกล้ม
มาถึงตรงนี้คงบางอ้อหลายคนว่า ถึงลดอาหารหลักกินเท่าแมวดม แต่กินของว่างเพลินๆก็อ้วนได้เหมือนกันเด้อคะเด้อ
ควบคุมน้ำหนักอย่างไรไม่ให้กลับมาอ้วนอีก
รูปร่างสวยด้วยโภชนาการจากพืชพรรณธรรมชาติ 100% หมดปัญหากับส่วนเกินไม่ได้มาตรฐาน ด้วยโปรแกรมการดูแลสุขภาพ ให้สารอาหารครบถ้วน ปรับสมดุลของร่างกาย กำจัดไขมันส่วนเกิน ไม่ใช่ยา ไม่ต้องอดอหาร ไม่มีผลข้างเคียง และไม่ต้องออกกำลังกายหักโหม ได้รับผลเร็ว และง่ายสำหรับทุกท่าน
ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) ทั้ง 65 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย มีผู้ใช้โปรแกรมมากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลกในทุกๆวัน
เรามีโปรแกรมที่เหมาะสมกับคุณ
- โปรแกรมรักษาสุขภาพ
- โปรแกรมเพิ่มน้ำหนัก
- โปรแกรมควบคุมน้ำหนักและลดส่วนเกิน
- โปรแกรมบำรุงผิวพรรณ
- โปรแกรมการเตรียมตัวสำหรับเจ้าสาว-เจ้าบ่าว
- โปรแกรมสำหรับสตรีตั้งครรภ์และหลังคลอด ฯลฯ
ทั้งนี้เราเจ้าหน้าที่คอยดูและและติดตามผลการเข้าโปรแกรมอย่างใกล้ชิด และรับประกันผลภายใน 30 วัน หากไม่ได้ผลยินดีคืนเงินเต็มจำนวนต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อเราได้ที่
http://www.beauth-healthy.com
ทางเรายินดีให้คำปรึกษาฟรี และไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ทั้งสิ้น
0 ความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น